ให้ไว

เคยดูหนังสงครามไหมครับ?
ผมมั่นใจว่าทุกคนต้องเคยดู ดังนั้นขอถามต่อเลยดีกว่า ‘ระหว่างกองทัพที่มีเครื่องบิน รถถัง ปืนยิงระยะไกล กับกองทัพที่มีเพียงทหารราบเดินเท้า ใครมีความได้เปรียบมากกว่ากัน?’
แหม! คำถามแบบนี้เด็กประถมก็ตอบได้ ฝั่งที่มีเครื่องบินย่อมเหนือกว่าเห็นๆ

ขึ้นต้นแบบนี้ไม่ได้จะชวนคุยเรื่องสู้รบหรือสนับสนุนให้ใช้กำลังหรอกนะครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีการกระทบกระทั่งแนวชายแดนอยู่บ่อยๆ ยิ่งต้องควรหลีกเลี่ยง
แต่ที่พูดถึง เพราะแค่อยากจะเปรียบเทียบธุรกิจรายใหญ่ข้ามชาติ กับ ผู้ประกอบการท้องถิ่น
เจ้าของกิจการรายเล็กรายย่อยในประเทศ ก็เหมือนเป็นกองทัพทหารราบครับ
ที่มีอาวุธประจำกายเพียงเล็กน้อย จำพวกปืนยาว ปืนสั้น ระเบิดมือ และกระสุนในแม็กจำนวนไม่มากนัก
ต่างจากบริษัทข้ามชาติที่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี และโนฮาว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับกองทหารที่มีเครื่องบินรบ รถยานเกราะ และขีปนาวุธระยะไกล สามารถ ‘จัดหนัก’ ได้ทุกเมื่อ
จะสู้รบกันกี่ครั้ง กี่สมรภูมิ ก็ยากที่รายเล็กจะเอาชนะ

นั่นเป็นภาพในอดีตครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว
เพราะการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้บริษัทรายใหญ่ข้ามชาติ มี ‘แต้มต่อ’ ลดลง
…กาแฟยี่ห้อดัง ทดลองใช้แก้วรีฟิล หวังช่วยลดขยะ
…ห้างค้าปลีกเปิดร้านอีโคสโตร์ เพื่อช่วยลดโลกร้อน
…ร้านเฟอร์นิเจอร์แบบ DIY กำลังเป็นที่นิยม เตรียมเปิดสาขาในอีกหลายๆประเทศ
…นาโนเทคโนโลยี เอามาใช้จริงในภาคธุรกิจแล้ว
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นเตรียมรับมือได้เลย

ไม่เฉพาะการขยับตัวของธุรกิจในต่างแดน แม้แต่พฤติกรรมลูกค้าในประเทศต่างๆ ก็มีข่าวมีข้อมูลให้ศึกษาเพียบ
…ลูกค้าต่อแถวเป็นชั่วโมงๆเพื่อรอซื้อโดนัท
…เครื่องดื่มฟังก์ชั่นนัลดริ้งกำลังมาแรง
…กระแสสุขภาพทำให้ธุรกิจฟาสต์ฟูดส์ต้องลดเมนูทอด เพิ่มเมนูผัก
…คนสูงอายุ จะเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่และมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
แนวโน้มแบบนี้ อีกไม่นานก็เกิดขึ้นในตลาดเมืองไทย

ข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย หูตากว้างไกลมากขึ้น เหมือนทหารราบที่มีอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม ช่วยให้รู้ทางหนีทีไล่ได้ดีกว่าเดิม
ยุคนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการท้องถิ่นจริงๆครับ
โอกาสที่ขึ้นอยู่กับการปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ท้องถิ่น หรือเรียกแบบวิชาการว่า Localization นั่นเอง
พูดถึง ‘สไตล์ท้องถิ่น’ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับ ‘คน’

‘คน’ ในมุมหนึ่ง ก็คือ ลูกค้า
‘คน’ ในอีกมุมหนึ่ง ก็คือ พนักงาน

ในมุมลูกค้า แทนที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะ ‘จัดหนัก’ จ้างบริษัทวิจัยระดับโลก ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าแบบละเอียดยิบ แล้วทำแคมเปญการตลาดแบบแรงๆ ก็หันมาใช้วิธี ‘จัดไว’ แทน
‘จัดไว’ คือ ลูกค้าอยากได้อะไรก็รีบหามาให้ ลูกค้าไม่ชอบอะไรก็เอาออกไปเสีย บางอย่างควรยืดหยุ่น และถ้าคิดอะไรดีๆได้ ก็ลองเอามาเสนอ

ซึ่งปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์จัดไว คือ พนักงาน ครับ!
พนักงานฝ่ายผลิต ที่รู้ดีว่าจะผลิตให้ดีขึ้น ต้องปรับปรุงอะไร
พนักงานฝ่ายจัดซื้อ ที่รู้ดีว่าวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายไหน มีปัญหาน้อยกว่ากัน
พนักงานฝ่ายการตลาด ที่รู้ดีว่าสินค้าชิ้นไหนกำลังจะเอ้าท์ และแบบไหนอินเทรนด์
พนักงานขาย ไม่ว่าจะเป็นเซลแมน เด็กร้าน หรือสาวพีซี คนเหล่านี้ รู้จักลูกค้าดีที่สุด
เป็นการรู้ดี ที่แตกต่างจากมุมผู้บริหาร เพราะพนักงานจะรู้ ‘ข้อมูลจริง ณ จุดนั้น’ ไม่ใช่ ‘ค่าเฉลี่ยของทั้งบริษัท’

แต่น่าเสียดาย ที่ธุรกิจท้องถิ่นมองข้ามเรื่องนี้
…มองข้าม เพราะประเมินศักยภาพพนักงานต่ำ
…มองข้าม เพราะไม่ไว้ใจพนักงาน นึกว่าเป็นคนละพวก จึงคิดเพียงออกกฎมาควบคุม

ถ้าลองคิดใหม่ ออกแบบวิธีการทำงานให้พนักงานมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น จูงใจให้กล้าคิด ขีดกรอบความเสี่ยงที่รับได้แล้วให้ทดลองทำสิ่งใหม่ ก็จะรู้ว่าพนักงานมีดีกว่าที่คิดไว้!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s