อย่าแค่ ‘ขายของ’

ใครได้ดูข่าวเมื่อเช้าบ้างครับ ที่นักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย ถ่ายคลิปแถลงให้แฟนๆได้ชื่นใจว่าไม่ได้ติดโควิดหรอก สบายดี ตอนนี้ก็ได้แต่นอนดู Netflix นอนดูซีรี่ย์จนจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่แล้ว

ชวนให้ตั้งคำถามว่า ถ้าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มี Netflix เราจะทำอย่างไร
นั่ง Time machine ย้อนหลังไปราว 20 กว่าปี จำได้ว่าครั้งหนึ่งร้านเช่าวีดีโอเป็นที่นิยมมาก ถ้าจะให้เอ่ยชื่อสักร้าน ต้องนึกถึง ‘ซึทาญ่า’ เป็นร้านที่ดังมาก มีหนังให้เลือกมากมาย

Netflix พัฒนามาจากวีดีโอให้เช่า
เพียงแต่ไม่ได้ focus ที่สินค้า แต่ไป focus สิ่งที่ลูกค้าต้องการ

การพัฒนาสินค้าให้เจ๋งและโดนใจลูกค้า มีด้วยกัน 2 วิธี
วิธีแรก คือ focus ที่สินค้า แล้วพัฒนาให้เจ๋งขึ้น เช่น ประสิทธิภาพดีขึ้น บางขึ้น น้ำหนักเบาขั้น ใช้ได้นานขึ้น เป็นต้น
วิธีที่สอง ทำตรงข้ามกับวิธีแรก คือ focus ที่ benefit ของลูกค้า คือ หาทางทำสินค้าใหม่ไปเลย แต่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แก้ปัญหาลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

Netflix เลือกวิธีที่สอง
วิธีนี้ทำยากกว่าวิธีแรก และในสถานการณ์ปกติจะคิดไม่ค่อยออก แต่ในช่วงวิกฤตที่บังคับให้ต้องดิ้น ต้องคิด หลายคนจะคิดออก
สิ่งที่ตำราธุรกิจแนะนำได้คือ หลักการกว้างๆ
เขาแนะนำว่า ถ้าจะอยู่รอดในยุคนี้ ต้องเปลี่ยน Business Model
จาก Product Business Model ที่ผลิตสินค้าให้เยี่ยม ทำการตลาดให้ยอด หรือที่เรียกว่า ‘เน้นขายของ’
ต้องเปลี่ยนเป็น Service Business Model คือ ยังผลิตสินค้าเหมือนเดิม แต่ไม่ได้เน้นขาย ใช้ช่องทางการตลาดทั่วไป อัดโปรโมชั่น แจกแถม แต่ต้องหาช่องทางใหม่ นั่นเป็นที่มาของคำว่า ‘Service’
ซึ่งเป็นการนำ ‘บริการ’ มาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า(Value)ใหม่ให้กับลูกค้า

เช่น แบรนด์ Dollar Shave Club มีสินค้าคือมีดโกนหนวด ลูกค้าเป้าหมายคือผู้ชาย โมเดลธุรกิจเกิดจาก pain point ลูกค้าที่มักลืมซื้อมีดโกนหนวด จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนจะใช้งาน พอหยิบขึ้นมาก็นึกขึ้นได้ว่า
แบรนด์นี้จึงสบช่องโอกาสในการขายมีดโกนหนวดคุณภาพดี ในรูปแบบการเป็นสมาชิกรายเดือนเพียง 1 ดอลลาร์ ในการเปิดตัววันแรกมีสมาชิกทันที 12,000 คน ถึงตอนนี้มีสมาชิกกว่า 4 ล้านคน

Model นี้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมคือแบรนด์ได้ช่องทางใหม่ในการทำตลาด
ถ้ามัวแต่เน้น ‘ขายของ’ เราจะต้องแข่งราคา ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องเอา ‘บริการ’ มาสร้างความแตกต่าง

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ Business Model Shiefs, Patric van der Pijl, Roland Wijnen, Justin Lokitz.

ทำไมไม่ฉีด(วัคซีน)

2-3 วันมานี้ การฉีดวัคซีนโควิดกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงมาก
ถ้าตัดประเด็นเรื่องดราม่า ก็พอจะเห็นว่า คนไทยยังตื่นตัวหรือจะไปฉีดวัคซีนน้อยกว่าที่ภาครัฐคาดการณ์ไว้
ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ สถานการณ์การระบาดคงคลี่คลายช้า การใช้ชีวิต เศรษฐกิจก็ฟื้นช้าตามไปด้วย
แม้ล่าสุดมีแพลมๆมาว่า ให้ walk in เดินมาฉีดได้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะฉีดวัคซีนได้เยอะในทันที

จะบอกว่าผิดคาดก็ไม่เชิงครับ
ด้วยที่ว่าเป็นวัคซีนใหม่ ทั่วโลกเริ่มฉีดกันไปได้ไม่กี่เดือน
ในต่างประเทศ อย่างอเมริกาเองที่เห็นในข่าวว่า ใครอยากจะฉีดก็ฉีดได้เลย
ก่อนหน้านั้นมีการสำรวจพบว่า กว่า 47% ขอรอดูก่อน เรียกว่า ยังไม่เชื่อมั่นว่างั้นเถอะ
แต่ Biden ประธานาธิบดีคนใหม่ ตั้งเป้าว่าต้องฉีดให้ได้ครอบคลุมประชากร 70% ก่อนถึงวันชาติอเมริกา 4 กค. นี้

จึงต้องมีแคมเปญรณรงค์ให้คนมาฉีด
ใน Twitter จึงมี Hashtag #WeCanDoThis
ส่วนภาคเอกชนเองก็ร่วมแรงแข็งขัน
ทั้ง Uber และ Lyft ให้บริการรับส่งฟรี พาคนไปฉีดวัคซีน
McDonald’s ก็ทำสื่อให้ข้อมูลบนแก้วกาแฟ
บริษัท Resurgence Brewing ในชิคาโก้ ก็แจกเบียร์ฟรีให้คนที่ไปฉีด
เรียกว่า เอาของมาล่อทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

ในบ้านเราเมื่อถึงวันที่ 1 มิย ที่วัคซีนล็อตใหญ่พร้อมฉีด บรรยากาศก็น่าจะมีส่วนให้คนอยากไปฉีดมากขึ้น
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ผมมีข้อมูลมาให้ดูว่า ถ้าพูดเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด ตอนนี้คนไทยสงสัย อยากรู้ หรือกังวลเรื่องอะไรบ้าง

ผมใช้ Googletrends สำรวจย้อนหลังไป 7 วัน พบว่ามีเรื่องเด่นๆ 4 เรื่อง ตามนี้ครับ
เรื่องแรกคือ จุดฉีดวัคซีน มีทั้งถามว่า กทม ฉีดที่ไหนได้บ้าง และสนใจจุดฉีดที่เซ็นทรัลลาดพร้าว มากที่สุด
เรื่องที่สองคือ ลงทะเบียนฉีดวัคซีน สำหรับคนที่มีประกันสังคม
เรื่องที่สามคือ วัคซีนของ Moderna อยากรู้ว่าจะเข้าไทยเมื่อไร นี่แปลว่าหลายคนยังไม่เชื่อในยี่ห้อที่รัฐจัดเตรียมให้ตอนนี้
เรื่องที่สี่คือ การเตรียมตัวก่อนฉีด และหลังฉีด โดยเฉพาะหลังฉีดวัคซีนแล้วห้ามกินอะไรบ้าง แหม!ห่วงเรื่องกินกันจังเลยนะ

เรื่องเหล่านี้ถ้าผู้เกี่ยวข้อง นำไปสื่อสาร ตอบให้ตรงประเด็น ก็จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น เราจะได้ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรให้มากพอที่ธุรกิจจะได้กลับมาดำเนินได้ปกติ

ที่มา:
https://www.theguardian.com/us-news/2021/may/10/buffalo-free-beer-program-overcome-vaccine-hesitancy
https://www.theguardian.com/business/2021/may/11/mcdonalds-promote-vaccine-information
https://www.usatoday.com/story/money/food/2021/05/11/mcdonalds-white-house-covid-vaccine-awareness-we-can-do-this/5030854001/

ลูกค้าหลักต้องรักษาให้ดีกว่าขาประจำ

เมื่อเริ่มทำธุรกิจเรามักถูกสอนให้ใส่ใจลูกค้า โดยเฉพาะ ‘ลูกค้าประจำ’ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
อันที่จริง ก็อยากให้ใส่ใจลูกค้าทุกคนแหละ แต่ว่าลูกค้ามีเยอะ คงเอาใจทุกคนไม่ไหว
หลายคนจึงเปรียบเปรยทีเล่นทีจริงว่า การทำธุรกิจให้สำเร็จ ‘ต้องเลือกปฏิบัติ’

คำนี้ได้ยินแวบแรก ดูไม่ดีเลย เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่พอทำธุรกิจไปสักพัก แล้วจะพบว่า ‘ต้องเลือกปฏิบัติ’ คือ ความจริงข้อหนึ่งของผู้ประกอบการ

ที่ต้องเลือกปฏิบัติ เพราะลูกค้าแต่ละคนมีความสำคัญไม่เท่ากัน
ลูกค้าที่นานๆมาซื้อที กับ ลูกค้าที่มาซื้อทุกวัน ย่อมสำคัญไม่เท่ากันแน่นอน
นั่นจึงเป็นที่มาของคำสอนที่ว่า ‘ขาประจำ’ สำคัญกว่า ‘ขาจร’
.
แต่ถ้าหากเกิดกรณี ขาประจำมาซื้อบ่อย แต่ซื้อครั้งละไม่กี่บาท
เทียบกับ ขาจร แต่มาทีซื้อเยอะ จะเลือกแบบไหน

ถ้ายังตัดสินใจไม่ถูกไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้มีหลักทฤษฎีที่ใช้ในการเลือก
เราอยู่ในยุค data ก็ต้องใช้การคิดที่อิงข้อมูลเป็นหลัก

ทฤษฎีนี้คือ RFM Analysis เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลขาย โดยใช้ 3 มุมมอง
R ย่อมาจาก Recency คือ การซื้อครั้งล่าสุด ว่านานแค่ไหนแล้ว
F ย่อมาจาก Frequency คือ ความถี่ ว่ามาซื้อบ่อยแค่ไหน วันละกี่ครั้ง หรือกี่วันจะมาหนึ่งครั้ง
M ย่อมาจาก Monetary คือ ยอดซื้อ ว่าแต่ละครั้งควักตังค์ไปกี่เท่าไร

เห็นไหมครับว่า ความถี่ก็สำคัญ แต่ก็มีเรื่องอื่นด้วย
ดังนั้น ลูกค้าที่ทำเงินให้บริษัท ผมขอเรียกว่าเป็น ‘ลูกค้าหลัก’ ก็แล้วกัน
จะไม่ใช่ ‘ลูกค้าประจำ’ หรือ ลูกค้าที่มาบ่อยเพียงอย่างเดียว

‘ลูกค้าหลัก’ คือลูกค้าที่มาบ่อย ซื้อครั้งละเยอะๆ และก็ไม่หายไปนาน คือกลุ่มลูกค้าที่ทำเงินเป็นหลัก
คนกลุ่มนี้คือ สาวกหรือแฟนพันธุ์แท้ ที่พร้อมจ่ายเงินและสนับสนุนบริษัท
ลองนึกภาพคนที่นั่งรอเป็นหลายชั่วโมง หรือข้ามวันข้ามคืนเพื่อซื้อสินค้ารุ่นใหม่ ประมาณนั้นเลยครับ

ในบางธุรกิจ ลูกค้ากลุ่มนี้อาจมีเพียง 20% แต่ทำรายได้ให้กับบริษัทถึง 80%
ตัวเลข 20 กับ 80 นี้ ก็เป็นไปตามหลักพาเรโต้
บางธุรกิจอาจไม่ได้เป็น 20 กับ 80 อาจเป็น 40 กับ 80 ก็ได้
แต่ก็เห็นชัดว่า มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกว่ากลุ่มอื่นๆ

สำหรับธุรกิจที่มี ลูกค้าประจำ ลองมองให้ลึกลงไปอีกนิด ดูว่าคนไหน ทั้งประจำและซื้อเยอะ คนนั้นแหละที่ต้องดูแลอย่างดี

cr ภาพ: Pexels

การวัดช่วยให้เราชัดเจน

ผมเพิ่งได้ฟังเพื่อนร่วมงานที่กำลังจะเอาจริงเอาจังเรื่องวิ่ง ไอเทมแรกๆที่เขาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากรองเท้าวิ่งแล้ว ก็เป็นนาฬิกาจับเวลา
Suunto, Garmin, Fitbit, Xiaomi แต่ละยี่ห้อมีจุดดีไม่เหมือนกัน รุ่นที่ดีมีทุกฟังก์ชั่นก็แพงเกินไปสำหรับมือใหม่
ถ้าเน้นเลือกราคาก็ไม่มีฟีเจอร์วัดการเต้นหัวใจซึ่งสำคัญนะสำหรับมือใหม่

ทำไมต้องวัด?
เพื่อให้เราเทียบกับคนอื่นได้ไง ได้อวดคนอื่นเวลาวิ่งเสร็จ ตอนโพสโซเชียลว่าเพิ่งออกกำลังกายมา เท่ไม่เบาเลย
เออ อันนี้เป็นผลพลอยได้ครับ
จุดประสงค์จริงๆคือนาฬิกาทำให้เรา ‘รู้ตัวเอง’
ว่าทำได้ดีขึ้นหรือแย่ลง
ทำได้ต่อเนื่องแค่ไหน

รู้ไปทำไม?
รู้ไปเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ เช่น รู้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจจะอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงหากวิ่งเร็วแค่ไหน การรู้ Safe zone จะทำให้เราปลอดภัย หรือรู้ว่าเมื่อวิ่งไปได้หลายเดือน จะทำเวลาได้ดีขึ้น ถ้าจะไปลงแข่งรายการมาราธอน ที่มีการ cut off เวลา จะต้องซ้อมอีกกี่เดือน เป็นต้น

ธุรกิจก็เช่นกันครับ
เราจะปรับปรุงได้ เมื่อรู้ว่า ‘เราอยู่จุดไหน’
แต่น่าเสียดายที่ธุรกิจส่วนใหญ่ ดูแค่ ‘ยอดขาย’
แต่ลืมดู ‘คนจ่ายตังค์’

การดูแค่ ‘ยอดขาย’ ตอนที่ยอดขายเยอะก็ดีใจ อยากขยายกิจการ พอยอดขายน้อยก็ไม่รู้ทำอย่างไรดี คิดไม่ออกก็ลดราคาแล้วกัน
แต่ถ้าดู ‘คนจ่ายตังค์’ พร้อมกับดู ยอดขาย ตอนที่ยอดเพิ่มเยอะ ก็รู้ว่าเพิ่มเพราะอะไร เพิ่มได้อย่างไร จะได้หาทางเพิ่มยอดไปอีก แต่หากยอดขายลดลงก็จะรู้สาเหตุ ก็พอหาทางผ่อนหนักเป็นเบา

การวัด ‘คนจ่ายตังค์’ มีหลายตัววัด แต่วิธีที่นิยมมี 3 ตัววัด เพราะวัดง่าย ช่วยให้เห็นภาพรวม แต่อาจไม่ได้ให้คำตอบในเชิงลึกซึ่งต้องใช้ตัววัดตัวอื่น (ไว้ผมจะเล่าวันหลัง)

ตัววัดแรกคือ Customer Satisfaction Score (CSAT) เป็นการวัดความพึงพอใจของลูกค้าต่อการซื้อสินค้าครั้งนั้น
คำถามที่เราคุ้นกัน เช่น
“คุณพึงพอใจต่อการใช้บริการครั้งนี้แค่ไหน?”
“วันนี้คุณพึงพอใจการให้บริการในระดับใด?”
ซึ่งมีตัวเลือกให้ระบุคะแนน อาจเป็น 1-5 หรือ 1-10
แล้วการประมวลผล ก็จะคิดเปอร์เซ็นต์ของคนที่ตอบมากที่สุด เรียกว่า Top Box หรือตอบมากที่สุดสองอันดับแรก เรียกว่า Top 2 Boxes

ตัววัดที่สองคือ Net Promoter Score (NPS) แปลเป็นไทยความหมายประมาณว่า การบอกต่อสุทธิ ตัวนี้ใช้วัดความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ คำถามที่เรามักใช้ คือ
“คุณจะแนะนำให้คนรู้จักมาซื้อสินค้าที่ร้านของเราในระดับใด?”
(0 คือ ไม่แนะนำแน่นอน บริการแย่มาก ส่วนคะแนน 10 คือ บอกให้คนรู้จักมาซื้อของที่ร้านนี้แน่นอน)
คนที่ให้คะแนน 9 และ 10 เรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่า Promoters ถือว่าชื่นชอบแบรนด์นี้ จะมีการบอกต่อแนะนำเพื่อนคนรู้จักให้มาร้านนี้
คนที่ให้คะแนน 7 และ 8 เรียกว่า Passives คือเฉยๆ ไม่ได้ชอบขนาดจะบอกต่อ
ส่วนคนที่ให้คะแนน 0 ถึง 6 เรียกว่า Detractors คนกลุ่มนี้ไม่พอใจแน่นอน บางคนยังซื้อเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

โดยค่า NPS คือเปอร์เซ็นต์ Promoters ลบด้วยเปอร์เซ็นต์ Detractors
ดังนั้นค่า NPS บางแบรนด์จึงติดลบได้ เพราะคนบอกต่อมีน้อยกว่าคนไม่ชอบ

ตัววัดที่สามคือ Customer Effort Score (CES) เป็นการวัดความสะดวกในการใช้บริการหรือซื้อสินค้า
แนวคิดคล้าย NPS แต่เน้นการถามไปที่เรื่องการบริการโดยเฉพาะ ในเมืองไทยนิยมใช้ในวงการ Call Center
คำถามจะประมาณว่า “วันนี้ปัญหาของคุณได้รับการดำเนินการให้โดยง่ายหรือไม่?”
“วันนี้บริษัทได้แก้ปัญหาให้คุณโดยง่ายหรือไม่?”
ในตัวเลือกมีทั้งแบบ 3, 5, 7 และ 10 สเกล
แบบ 3 สเกล ก็คือสัญลักษณ์ หน้ายิ้ม, หน้ารีบเฉย, หน้าบึ้ง บ่งบอกอารมณ์
ส่วน 5, 7 และ 10 สเกลคือให้ระบุคะแนน คล้าย NPS
แล้วนำเปอร์เซ็นต์คนที่ตอบว่า ‘ง่าย’ ลบด้วยเปอร์เซ็นต์คนที่ตอบว่า ‘ยาก’

ทั้ง 3 ตัววัดมีจุดเด่นต่างกัน
โดยเฉพาะ NPS ที่เน้นวัด Engagement เป็นการเช็คว่า แบรนด์สุขภาพดีแค่ไหน
ส่วน CES ก็ทำให้รู้ว่า แบรนด์แก้ปัญหาได้เก่งแค่ไหน
แบรนด์ไทยส่วนใหญ่จะคุ้นกับ ‘ความพึงพอใจ’ ผมแนะนำว่าต้องลองใช้ ตัวชี้วัดอื่นบ้าง เพื่อให้เห็นมุมมองที่แตกต่าง

เหมือนการเช็คสุขภาพของคนเรา ลำพังการ ‘ชั่งน้ำหนัก’ อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องดู ‘ดัชนีมวลกาย’ ด้วย

cr ภาพ: Pexels

#CustomerData #Data

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

เมื่อเอ่ยคำว่า การตลาด ส่วนใหญ่เรามักนึกถึงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ลดราคา แจกสินค้าตัวอย่าง หรือทำอย่างไรก็ได้ให้คนรู้จักสินค้ารู้จักยี่ห้อ ให้เยอะที่สุด
ซึ่งก็ถูกนะครับ แต่ไม่ทั้งหมด
เพราะการตลาด จะต้องประกอบด้วย (1)ต้องทำให้คนรู้จัก และ (2)ก็ต้องทำให้ได้อย่างที่โฆษณาไว้
หลายแบรนด์มัวเน้นแต่ข้อแรก จนลืมข้อสอง

อาจเพราะข้อแรกทำง่าย แค่ใช้คนดังมาพูดแทน หรือทำอะไรแผลงๆให้คนพูดถึง แค่นี้ก็ดังชั่วข้ามคืน

การจ้างคนดัง
เดิมก็จ้างดารา มาเป็น พรีเซ็นเตอร์
พอสมัยนี้ก็เปลี่ยน ให้คนเด่นในโซเชียล มาเป็น Influencer
โดยสรุปคือ ‘จ้าง’ บุคคลที่มีคนติดตาม คน follow ก็มาช่วยพูดแทนนั่นเอง

แต่เชื่อไหมครับว่า การทำการตลาดเพียงเท่านี้มีความเสี่ยง
เสี่ยงเพราะสมัยนี้ลูกค้า ส่งต่อ ‘ประสบการณ์’ ได้เร็ว
ในขณะที่แบรนด์โฆษณาว่าสินค้าเจ๋งแบบนั้น บริการเจ๋งแบบนี้ แต่พอลูกค้าไปใช้บริการ กลับไม่เป็นอย่างที่โฆษณาไว้
ทำให้เรื่องเล็กๆ ณ จุดขาย สร้างความเสียหายให้กับแบรนด์
เข้าทำนอง “โฆษณาให้ดีแทบตาย แต่พนักงานทำไม่ได้ก็พัง”

ตรงกันข้าม มีหลายแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชมในโซเชียล เมื่อพนักงานสร้างความประทับใจได้เหนือความคาดหมาย
บางครั้งมีความผิดพลาด แต่ด้วยไหวพริบและความใส่ใจของพนักงาน ก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้
บางครั้งไม่ต้องรอให้ผิดพลาด แต่ก็สามารถเพิ่มเสน่ห์ในการให้บริการได้ เช่น
พนักงานส่งของ กลัวกล่องสินค้าจะเปียก จึงพยายามหาไม้เพื่อดันสินค้าให้เข้าใต้ชายคา
https://www.sanook.com/news/8363626/

คูณลุง รปภ. ของห้าง ยืนซึ่งให้บริการลูกค้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แถมยังยื่นโน๊ตรอบการแสดงระบำน้ำพุให้กับลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาเพื่อเชิญชวนให้มาชมอีก
https://web.facebook.com/ICONSIAM/posts/1394592030721379/?_rdc=1&_rdr

และบ่อยครั้ง ที่พนักงานแสดงถึงความใส่ใจ ความเป็นพลเมืองดี อย่างเช่น เก็บทรัพย์สินมีค่าคืนให้ลูกค้า หรือการช่วยเหลือสังคม อาทิ พนักงานเซเว่นไปส่งสินค้าแล้วพบลูกค้าเกิดอาการหอบกำเริบ ก็ได้เข้าไปช่วยชีวิตให้พ้นวิกฤต https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_5009461

หรืออย่างพนักงาน ขสมก ที่หยุดรถบนทางด่วนเพื่อนำสุนัขที่เดินบนถนนกลับไปส่งเจ้าของ
https://www.posttoday.com/social/general/649320

ภาพลักษณ์แบรนด์มีความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างมาก
การทำการตลาดผ่านพนักงานจะเป็นเทรนด์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะการโฆษณาไม่ว่าจะช่องทางไหน ก็เหมือน ‘การพูด’
แต่การบริการของพนักงานที่ลูกค้าสัมผัสโดยตรง นี่เหมือน ‘การกระทำ’

และ ‘การกระทำ’ นี่แหละที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ อยากบอกต่อ อยากซื้ออีก

cr ภาพ: pexels

มองเทรนด์ เห็นโอกาส