Private brand หรือ House brand

เวลาเดินซื้อสินค้าใน Hypermarket หลายท่าน คงจะเริ่มคุ้นตากับสินค้ายี่ห้อแปลกที่ไม่เคยเห็นโฆษณาในทีวี
แต่รูปร่างหน้าตา ก็ละม้ายคล้ายคลึงกับยี่ห้อดังๆ แถมราคาก็ถูกกว่าหลายบาท

สินค้าที่ว่านี้ ก็คือสินค้า Private brand หรือ House brand ซึ่งวันนี้เราจะมาคุยถึงที่มาที่ไปกัน

แต่เดิมลักษณะการทำธุรกิจของผู้ค้าปลีก จะเป็นการซื้อมาขายไป คือ นำสินค้ามาวางขาย ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าร้านของตนเอง โดยแต่ละร้าน ก็มีกลยุทธ์การขายที่แตกต่างกันไป เช่น ร้าน Discount Store เน้นขายจำนวนมาก สินค้า  Pack ใหญ่ ราคาถูก ส่วน ร้านสะดวกซื้อ หรือ Convenience Store เน้นขายความสะดวก สินค้าเป็นชิ้นเล็ก ราคาจึงสูง เป็นต้น

ต่อมาเมื่อ ธุรกิจค้าปลีก มีการแข่งขันรุนแรง ผู้ค้าปลีกต่างพยายามคิดกลยุทธ์การขายใหม่ๆ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้

เริ่มจากค้าปลีกประเภท Discount Store ซึ่งหมายรวมถึง Hypermarket และ Supercenter ที่เน้นขายสินค้าราคาต่ำ จึงได้คิดที่จะผลิตสินค้ายี่ห้อของตนเอง โดยเป็นการจ้างผู้ผลิตที่ทำการผลิตสินค้านั้นๆอยู่แล้ว
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเป็นผู้ผลิต เบอร์สาม เบอร์สี่  ซึ่งทำยังไงก็ไม่สามารถแข่งขันกับเบอร์หนึ่ง หรือเบอร์สองได้

ตัวอย่างเช่น น้ำอัดลม ซึ่งมี Pepsi Coke เป็นเจ้าตลาด ดังนั้น หากมีผู้ผลิตที่ทำตลาดน้ำดำอยู่ ก็คงยากที่จะเจาะตลาด จึงหันมารับจ้างผลิตแทน (คล้ายๆกับ OEM ในการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่โรงงานไทยรับจ้างผลิตให้ยี่ห้อดังๆของญี่ปุ่น)

จึงเรียกว่าเป็น Private brand หรือ House brand ซึ่งหมายถึง เป็นยี่ห้อเฉพาะของร้านค้าปลีกนั้นๆ โดยอาจจะตั้งชื่อตามชื่อร้าน เช่น ยี่ห้อเทสโก้ ยี่ห้อคุ้มค่า หรือตั้งชื่อใหม่ ให้เด่นชัดว่าราคาถูก เช่น ซูเปอร์เซฟ 

สินค้า Private brand หรือ House brand เหล่านี้ จะมีต้นทุนต่ำกว่า ยี่ห้อดังๆ (Brand Leader) ที่อยู่ในตลาด เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา จึงทำให้ราคาสินค้าโดยทั่วไป Private brand หรือ House brand จะต่ำกว่า ยี่ห้อที่มีในตลาด ประมาณ 20-30%

ส่วนธุรกิจค้าปลีกแบบอื่น ที่ไม่ได้เน้นการขายราคาต่ำ ก็มีการผลิต Private brand เช่นกัน แต่อาจเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น ร้านสะดวกซื้อ จะเรียกลักษณะของยี่ห้อเฉพาะของตนเองว่า Exclusive brand ซึ่งราคาอาจไม่ต่ำกว่าราคาตลาดหรือยี่ห้ออื่นๆ
แต่ความแตกต่างคือ ตัวสินค้าเอง เช่น อาจจะมีคุณสมบัติพิเศษ หรือเป็นรสชาติใหม่ๆที่ยังไม่มีในท้องตลาด

ในเมืองไทย Private brand หรือ House brand อาจจะมีสัดส่วนไม่มากนัก เพราะเพิ่งเป็นที่รู้จักได้ไม่นาน โดยมักจะมียอดขายดี ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ และผู้บริโภคเริ่มเข้าใจ ถึง Function ของสินค้าจริงๆ แทนการซื้อสินค้าจากความคุ้นเคยที่เห็นโฆษณา ก็จะทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีบทบาทมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ที่มีการผลิตสินค้านี้มานาน ผู้บริโภคตระหนักและเข้าใจถึงจุดต่าง ทำให้สินค้า Private brand หรือ House brand มีสัดส่วนค่อนข้างสูง และเป็นที่นิยม เช่น ในสหรัฐ ภาพรวมทั้งประเทศมีสัดส่วน 20% แต่เฉพาะใน Wal-mart มีสัดส่วนสูงถึง 40% ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป มีสัดส่วนสินค้านี้ สูงถึง 45%
[ad#blend-336×280]

Advertisements

หนึ่งความคิดบน “Private brand หรือ House brand”

ปิดการแสดงความเห็น