Fear factor

เมื่อวานต้องแต่งตัวเต็มยศ ผูกไทใส่สูทไปร่วมงานที่โรงแรม
ไม่ใช่ไปแสดงความยินดีกับภราดรและนาตาลี หรอกนะครับ
แต่เป็นงานเสวนาของสมาคมๆหนึ่ง
เนื้อหางาน อาจจะซีเรียสไปสักนิด และคงไม่เหมาะกับ “ขลุกขลิกดอทคอม” เท่าไร
เพราะงานนี้เสวนาถึงนโยบายรัฐกับบทบาทเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังปี 2550
แต่ผมมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ เรียกว่า “เก็บตก” ก็พอได้ มาฝากครับ

แม้จะเคยไปร่วมงานลักษณะนี้ มาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ก็อดกังวลไม่ได้
ไม่ใช่แค่เรื่องแต่งตัว ที่ต้องสวนกระแสกับอุณหภูมิหรอก
แต่เป็นเรื่องการสนทนาบนโต๊ะอาหารมากกว่า
เนื่องจากเราเป็นมวยแทน
ไม่ใช่มวยแทนธรรมดา แต่เป็นประเภทห่างชั้นกับตัวจริงหลายช่วงตัว

เวลาแลกนามบัตร ผู้บริหารระดับบิ๊กๆ จึงทำหน้างงไปตามๆกัน
ผมเดาว่า เขาคงนึกในใจ “มันมาผิดงานหรือเปล่านี่” เพราะในวงนี้ หากไม่ใช่ซีอีโอ ก็ต้องเป็นผู้บริหารระดับสูง
 
หลังจากได้ฟังนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 ท่าน (ดร.สมชัย จากทีดีอาร์ไอ และ ดร.กอบศุกดิ์ จากแบ็งค์ชาติ) และบรรดาพี่เบิ้มของวงการ
ผมก็ชักเห็นด้วยว่า “ทำไมบ้านเมืองเรา พัฒนาเศรษฐกิจแบบแปลกๆ”
เพราะเมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว เราตั้งใจว่า เราจะเป็นเสือเอเชีย เราจะแข่งกับเกาหลี ไต้หวัน
จากนั้นไม่นาน เราบอกว่า ไทยต้องเหนือกว่ามาเลเซีย
3-5 ปีที่ผ่านมา เราบอกว่า ต้องแข่งขันกับจีนให้ได้
แต่วันนี้ เราบอกว่า ทำอย่างไร จึงจะไม่ให้เวียดนามแซงเราได้

หากนี่เป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอน ก็คล้ายกับว่า เรากำลังถูกผู้ตาม ทะยอยวิ่งแซงไปทีละคน ทีละคน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ
ผมไม่กล้าสรุปว่าเป็นเพราะอะไรหรอกนะครับ 

แต่มีท่านหนึ่งพูดออกมาให้คิดว่า
คนไทยเราเป็นประเภท Fear factor
คือ เชื่อข่าวง่าย ตื่นตูมง่าย (ไม่รู้จะใจง่ายด้วยหรือเปล่า)
พี่เขาบอกว่า ตอนเกิดระเบิดที่ลอนดอน ตลาดหุ้นเมืองไทย ตกมากกว่าในอังกฤษซะอีก

แต่ผ่านไปสักพัก เราก็ลืม แต่ก็ไม่ได้หาวิธีป้องกัน จนมันกลับมาเกิดซ้ำอีก
จะเรียกว่า “เจ็บ แล้วไม่จำ” น่าจะพอได้

และยิ่งตอนนี้ คนไทยก็อยู่ในอาการกลัวไปหมด จึงหมดมู้ดที่จะใช้เงิน  
พี่เขาเสนอวิธีแก้ไขอย่างนี้ครับ
ให้ช่วยกัน “ปล่อยข่าวดีรายวัน”
หรือ ถ้าหาข่าวดีไม่ได้ ก็ไม่ต้องประโคมข่าวร้าย

คนเราเมื่ออารมณ์ดี ความเชื่อมั่นมา ก็กล้าใช้จ่าย
คนเราเจอเรื่องดี สมองก็ปลอดโปร่ง ก็คิดแก้ไขปัญหาได้
มาช่วยกันเป็น “มือปล่อยข่าวดี” กันเถอะครับ

เริ่มจากข่าว ภราดรหมั้นกับนาตาลี เลยหล่ะกัน
หวังว่าปลายปีนี้ที่มีงานแต่ง เมืองไทยคงดังไปทั่วโลกอีกครั้ง