เมื่อ Pizza Hut กล้าที่จะเปลี่ยน

“อย่าฝืนกระแสประชาชน”
อะแฮ่ม! ผมไม่ได้จะเสนอให้ยุบสภาหรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรอกนะครับ
แต่นี่เป็นข้อแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจ

อันที่จริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพียงอย่างเดียว
แต่มันอยู่ที่ ‘จังหวะเวลา’ ด้วย

จำได้ไหมครับว่า ตอนเครื่องดื่มชาเขียวบูม
มีโออิชิเป็นผู้เล่นรายใหม่ จัดว่าเป็น new comer ที่มาแรงสุดๆ
ส่วนขาใหญ่ในตลาดเครื่องดื่ม คิดต่าง จึงไม่กระโดดมาแจมในช่วงแรก
ท้ายสุด ก็ต้องเปิดตัวเครื่องดื่มชาเขียว และเร่งอัดแคมเปญ
แต่ช้าไปแล้วต๋อย… ตลาดใกล้วายเสียแล้ว

ครั้งนั้น ถือว่าโอชิชิ อ่านจังหวะเกมถูก
แต่ครั้งต่อมา ก็พลาด จากการเปิดตัวเครื่องดื่มฟังก์ชั่นนัล ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่า ผู้บริโภคคนไทย จะใส่ใจสุขภาพขนาดนั้น
แต่คุณตัน ก็โชคดีที่ถอยได้ทัน จึงไม่เจ็บตัวมากนัก

แต่อีกไม่นาน ผมว่าตลาดเครื่องดื่มแบบนี้มาแน่ โปรดอดใจรออีกนิด
เพราะอาการ ‘อยากสวย อยากแข็งแรง อยาดดูดี ดูอ่อนกว่าวัย และตายช้า’ มันเป็นกันทั่วโลก

ที่น่าสนใจและสร้างความตกตะลึงให้กับวงการค้าปลีก
ก็คือ Pizza Hut ซึ่งเป็นร้านพิชซ่าที่มีสาขามากสุดในอเมริกา และอายุเกือบครึ่งทศวรรษ
จัดการเปลี่ยนชื่อตัวเองเสียใหม่ กลายเป็น Pasta Hut ซะงั้น

งานนี้ก็ถือว่าเสี่ยงเอาการเหมือนกัน
แต่สำหรับผู้บริหาร Pizza Hut แล้ว นี่เป็นทางออกเดียว ที่น่าจะดีที่สุด ในยุคที่ Pizza ถูกมองว่าเป็น Junk food
อันที่จริง คนก็มองว่าเป็น Junk food มานานแล้ว แต่เพิ่งมากินน้อยลง ในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง

เมื่อยอดขายพิชซ่าร่วง แต่ยอดขายพาสต้าเพิ่มขึ้น และทำรายได้กว่า 15% ให้บริษัท ก็ทำให้ผู้บริหารมั่นใจว่า นี่จะเป็นทางออก เพราะหากยังฝืนกระแสผู้บริโภคต่อไป อาจส่งผลร้ายต่อธุรกิจมากกว่านี้
สู้หาชื่อดีๆ ที่มีภาพลักษณ์สวยงาม มาเป็นจุดขาย
ส่วนสินค้าในร้านก็ยังมีพิชซ่าให้เลือกทานได้ เพียงแต่จะเพิ่มเมนูพาสต้าให้หลากหลายขึ้น
ตอนนี้ ร้านในอเมริกา และอังกฤษ เริ่มทะยอยเปลี่ยนแล้ว
ส่วนในประเทศอื่นๆอีกเกือบ 100 ประเทศ ก็คงจะปรับตามกันในอีกไม่นาน

ต้องมาลุ้นกันครับว่า
Pizza Hut อ่านเกมถูกหรือเปล่า?

ไอ้ผมหละกลัวจะเหมือนลิเวอร์พูลในนัดที่ผ่านมาจังเลย
อุตสาห์มีผู้เล่นมากกว่าแมนซิตี้ 1 คน
แต่เบนิเตส จัดการเปลี่ยนผู้เล่นครบโควต้า 3 คน ก่อนที่สเคอเทลจะบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว สุดท้าย เลยเหลือผู้เล่นเท่ากัน 10 คน แต่ยังโชคดีที่ฟลุคชนะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
ไม่งั้นคงต้องโทษตัวเอง!

ภาพจาก Telegraph
[ad#co-1]

2 ความเห็นบน “เมื่อ Pizza Hut กล้าที่จะเปลี่ยน”

  1. อาหารขยะ ผมเลิกทานไปได้สักพักใหญ่แล้วครับ แพงครับ แถมไม่ดีต่อสุขภาพ จึงไม่ค่อยได้กินเลย

  2. งั้น คงต้องรอดูกันต่อไปคะว่า Pasta hut นั้น จะมีโอกาศรอดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หรือไม่ แต่อย่างนั้น ก็ชนะนินา ใช่มั๊ยคะ ^^

ปิดการแสดงความเห็น