กำไรหรือกำใจ

น้ำท่วมครั้งนี้ ผมกลายเป็นผู้อพยพอย่างเต็มตัว เพราะบ้านตั้งอยู่บนถนนสายไหม จึงมีทางเลือกเพียง อยู่แบบคนติดเกาะ หรืออพยพออกไปอยู่ที่อื่นเป็นการชั่วคราว
ผมเลือกแบบหลัง เพราะด้วยภาระงานที่หยุดไม่ได้ แต่ก็มีหลายครอบครัวในชุมชนเดียวกัน ไม่ยอมอพยพออกมา แถมยังมีจิตอาสา คอยรายงานสถานการณ์รายวัน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก
เป็นชุมชนที่น่าอยู่มากครับ
ทำให้ ‘เรื่องบ้าน’ พออุ่นใจได้ แต่ ‘เรื่องรายจ่าย’ ยังต้องวุ่นต่อ
ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ใช้วิธีหักผ่านบัตรเครดิต ดังนั้น ต้องตามเช็คยอดบัตรแต่ละใบให้ดี จากที่เคยรอใบแจ้งหนี้ ต้องเปลี่ยนวิธีเป็นโทรเช็คเอง
แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าระบบบัตรเครดิต ก็ต้องจัดการแยกส่วน เป็นรายๆไป กว่าจะเคลียร์หมด เล่นเอาเหนื่อยพอๆกับแบกกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม

ระหว่างน้ำท่วม ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้าน ค่าใช้จ่ายบางอย่าง จะหยุดอัตโนมัติไปด้วย เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า
แต่ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่าง ต้องหยุดด้วยระบบ Manual อาทิเช่น เคเบิ้ลทีวี ไฮสปีดอินเตอร์เน็ต เหล่านี้ต่อให้ไม่มีการใช้งานจริง ยอดก็วิ่งไม่มีหยุด
คาดเดาจากสถานการณ์ คิดว่าคงไม่ได้เข้าไปอยู่บ้านอีกนาน จึงต้องรีบ ‘หยุด’ ค่าบริการเหล่านี้
…บางบริการพอรับสายปุ๊บ ก็กดปุ่ม Pause หยุดค่าบริการให้เราทันที
…บางบริการมีขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร

ทั้งหมดนี้ยังทำธุรกิจแบบปกติ ทั้งที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ
ซึ่งถ้าอยากได้ใจลูกค้า ให้ลูกค้ารักลูกค้าหลง ต้องไปหาหมอทำเสน่ห์ เฮ้ย! ต้องทำธุรกิจแบบไม่ปกติด้วย
ไม่ปกติด้วยการ ‘รุก’ ติดต่อไปยังลูกค้า แทนที่จะ ‘รอ’ ให้ลูกค้าโทรหา
อาจเลือกวิธีส่ง SMS แจ้งลูกค้าไปเลยว่า “บริษัทต้องการแบ่งเบาภาระผู้ประสบภัย จึงยกเว้นค่าใช้บริการเดือนนี้”
หรือจะกระจายข่าวในวงกว้าง ด้วยสื่อโซเชียลมีเดีย โพสข้อความไปว่า ลูกค้าที่อยู่ในเขตนี้ อำเภอนี้ จังหวัดนี้ ใช้ฟรีไม่เสียตังค์ค่าบริการ เป็นเวลากี่เดือนกี่วัน ก็ว่ากันไป
รับรองว่า ‘ข่าวดี’ และ’ ใจป้ำ’ แบบนี้ สื่อทีวีจะช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรง

“แต่ร้านอั๊วะ เป็นร้านเล็กๆ เป็น SMEs จะทำแบบนี้ได้หรือ?”
ได้ครับเฮีย ต่อให้เป็นร้านเล็กร้านย่อย ไม่หวังสร้างแบรนด์ให้ดังไปไกล แต่การสร้างชื่อเสียงในชุมชนก็ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
ในวันที่ผมโบกรถสิบล้อเปิดประทุน เพื่อฝ่ามวลน้ำเข้าไปดูบ้าน ก็พบว่านอกจากรถ GMC ของทหารที่วิ่งให้บริการเป็นหลักแล้ว ยังมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งรับส่งประชาชน อยู่เป็นจำนวนมาก
…บางคัน เป็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
…บางคัน เป็นของหมู่บ้านจัดสรร
…หลายคัน เป็นของบริษัทเอกชน ดูจากป้ายที่ติดข้างรถก็รู้ว่า เป็นของผู้ผลิตน้ำดื่มระดับประเทศ ผู้ผลิตซีอิ๊วขาวยี่ห้อดัง ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ แต่หนึ่งในนั้นผมกลับสะดุดตารถบรรทุกสไตล์โมเดิร์น
คันอื่นมีเพียงผืนผ้าใบกางบังแดด หรือไม่ก็ปล่อยให้ผู้โดยสารยืนร้อนๆเป็นคนแดดเดียว แต่รถคันนี้มีที่บังแดดทั้งด้านบนและด้านหลัง เปิดเพียงด้านข้างให้ชมวิวสองข้างทาง แถมยังมีเครื่องเสียงพร้อมสรรพเปิดเพลงขับกล่อมอีกด้วย เห็นแล้วอยากเปลี่ยนรถเลยครับ
รถที่ปกติใช้ในงานจัดอีเว้นท์หรือเปิดตัวสินค้า ถูกนำมาเป็นรถโดยสารฟรี แบบมีคลาสกว่าคันอื่นๆ ดูจากป้ายข้างรถ ถึงได้รู้ว่าเป็น ‘ร้านประกอบยนต์’ ในย่านนี้
งานนี้ทางร้านคงต้องการพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่า เครื่องเสียงทำให้คนมีความสุข หรือไม่ก็ทุกข์น้อยลง
สังเกตจากสีหน้าผู้โดยสาร ดูยิ้มแย้มกว่าคันอื่นๆ เชื่อแล้วหละครับว่า เสียงเพลงทำให้กลิ่นน้ำเนา เบาบางลง

“แต่ร้านอั๊วะไม่ได้ขายเครื่องเสียงนะ ขายแต่พวกของกินของใช้ประจำวันเท่านั้น”
ร้านโชห่วยนี่แหละครับ ยิ่งต้อง ‘ทำธุรกิจแบบไม่ปกติ’ กว่าร้านประเภทอื่นๆ
สังเกตไหมครับว่าปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำท่วม คือ สินค้าขาด
สาเหตุหนึ่ง มาจากโรงงานปิด รถขนส่งไม่ได้ แต่สาเหตุใหญ่มาจาก ลูกค้าซื้อสินค้าตุน

ในสถานการณ์ปกติ ห้างร้านอยากให้ลูกค้าซื้อมากๆ จะได้กำไรเยอะๆ แต่ในช่วงไม่ปกติแบบนี้ ร้านค้าต้องเน้นกระจายสินค้าให้ถ้วนทั่ว เพื่อช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อน ห้างโมเดิร์นเทรดจึงต้องจำกัดโควต้าการซื้อ ซึ่งถ้าร้านโชห่วยจะช่วยชาติ ก็สามารถทำได้ ด้วยการ
…ย้ำไปเลยว่าไม่ขึ้นราคา และย้ำอีกว่ามีของขายแน่นอน เพื่อไม่ให้ลูกค้าซื้อไปตุน
…ปรับพฤติกรรมลูกค้า ซื้อเยอะได้ของแพง (ซึ่งตรงข้ามกับช่วงปกติ)

การทำแบบนี้ ร้านค้าจะไม่ได้ ‘กำไร’ แต่จะ ‘กำใจ’ ลูกค้าให้อยู่ไปนานๆ