ใช้เพลงช่วยขาย

อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนต่างทิ้งบ้านออกมาอยู่ตามห้างสรรพสินค้ากันหมด ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เหตุผลง่ายๆคือ อยู่บ้านเปลืองไฟ ออกมาเดินแช่แอร์ดีกว่า
ดังนั้น ถ้าจะไปซื้อของช่วงนี้ก็ลำบากหน่อยครับ ขับรถวนหลายรอบกว่าจะหาที่จอดได้

เมื่อลูกค้าแห่มาเดินห้างเยอะขนาดนี้ ก็เป็นโอกาสของร้านค้าต่างๆ ที่จะทำยอดขาย
…ไอติม ขนมหวาน เครื่องดื่มเย็นๆ
ดูจะทำยอดขายได้ง่าย
แต่ก็ใช่ว่าสินค้าตัวอื่นจะไม่มีโอกาสนะครับ

เมื่อพูดถึงความเย็น เรามักนึกถึงแต่ ‘2 อา’
คือ ‘อากาศ’ กับ’ อาหาร’
แต่ลืมนึกถึงอีก ‘1 อา’ นั่นคือ ‘อารมณ์’

“อารมณ์เกี่ยวข้องกับการช้อปปิ้งด้วยหรือ?”
เกี่ยวข้องครับ!!!
หากลูกค้าอารมณ์ดี มีความสุขกับการช้อปปิ้งก็จะซื้อสินค้ามากขึ้น

“ร้านค้าสามารถทำให้ลูกค้าอารมณ์ดีได้ด้วยหรือ?”
ได้ครับ!!!

มีหลายเรื่องที่กระทบอารมณ์ลูกค้า อาทิ
…ที่จอดรถหายาก ลูกค้าก็หงุดหงิด
…คนเยอะเต็มร้าน เดินชนกัน ลูกค้าก็ไม่ชอบ
…พนักงานบริการไม่ดี ลูกค้าอาจเดินหนี ออกจากร้านไปเลย
แต่ที่ผมจะเล่าวันนี้ เป็นเรื่อง ‘เสียงเพลง’ ครับ

เพลง มีส่วนสำคัญกับภาพยนตร์มากขนาดไหน
เพลง ก็มีส่วนสำคัญกับร้านค้ามากขนาดนั้นเช่นกันครับ

จากงานวิจัยของ Charles S. Areni, David Kim เปรียบเทียบการเปิดเพลง 2 สไตล์ ในร้านขายไวน์ เขาพบว่า การเปิดเพลงคลาสสิคทำให้ขายดีกว่าการเปิดเพลงท็อปฮิตติดชาร์ต
แต่สำหรับตลาดนัด (Open-Air Market) การวิจัยของ Nicolas Gueguen และทีมงาน กลับพบว่า การเปิดเพลงฮิต ที่คนเดินช้อปปิ้งรู้สึกคุ้นหู และสามารถฮัมเพลงตามได้ จะทำให้ลูกค้าใช้เวลาเดินซื้อของนานขึ้น
และมีแนวโน้มซื้อของมากกว่าการไม่เปิดเพลง

ภาพยนตร์บางเรื่อง ใช้เพลงประกอบเยอะ ในขณะที่บางเรื่องใช้เพลงน้อย
ร้านค้าก็เช่นกันครับ
…บางร้านใช้เพลงน้อย
…บางร้านต้องใช้เพลงบรรเลง
…บางร้านต้องเพลงสนุกๆ
นั่นคือ ต้องเลือกเพลงให้เหมาะกับร้าน
ไม่ใช่เอะอะ ก็เพลง ‘กินตับ คันหู หนูเอาอยู่’

ขอบคุณข้อมูล:
Efffect of Background Music on Consumer’s Behavior: A Field Experiment in Open-Air Market, Nicolas Gueguen, Celine Jacob, Marcel Lourel and Helene Le Guellec. European Journal of
Scientific Research (2007)
The Influence of Background Music On Shopping Behavior: Classical versus Top-Forty Music in A Wine Store. Charles S. Areni, David Kim (1993)

Advertisements