rice-filed

กินแบ่ง

ช่วงปลายปีแบบนี้นึกถึงอะไรกันครับ
‘อากาศหนาว ดาวสวย หรือเบียร์อร่อย’
สามตัวเลือกนี้คงมีตรงใจสักข้อ แต่ผมว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมอากาศเย็นๆ นั่นคือ เทพธิดาพยากรณ์
ถึงตรงนี้หลายคนเริ่มสงสัย ว่าเกี่ยวข้องอะไรกัน
อยากรู้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ลองเดินไปที่ร้านหนังสือสิครับ รับรองได้เลยว่าหนังสือโหราศาสตร์กระชับพื้นที่ไว้หมดแล้ว

พอใกล้ถึงปีใหม่หลายคนก็อยากรู้อนาคตของตัวเอง ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ไปกว่าเดิม ตำราเหล่านี้เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่ง
ไม่จำกัดเฉพาะสาวโรงงาน คนขับแท็กซี่ หรือคนขายล็อตเตอรี่หรอกนะครับ คนทำงานในตึกสูงใหญ่ ใส่สูทราคาแพงก็นิยมเช่นกันครับ
เรื่องแบบนี้ต้องมีสติก่อนสตาร์ท(อ่าน)ครับ
เชื่อ แต่ไม่งมงาย หากเป็นไปได้ ผมอยากแนะนำให้ใช้แบบบริหารความเสี่ยง

แต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แต่ละคนพร้อมแบกรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน
ดังนั้น หากไตร่ตรองแล้วว่ามีเรื่องไหนเสี่ยงสูง ก็ควรหาวิธีลดระดับความเสี่ยงเสียแต่ต้น
หนึ่งในนั้นคือการมองแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายปีๆข้างหน้า อย่ามองแค่ปีต่อปี ซึ่งแค่อ่านหนังสือเหล่านี้ยังไม่พอ

“อ้าว แล้วตำราพยากรณ์เหล่านี้ไม่ได้บอกไว้หรือ”
อาจมีเขียนไว้บ้างครับ แต่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือความขัดแย้งของผู้คนในบ้านเมือง
แต่ถ้าเป็นเรื่องแนวโน้มพฤติกรรม แนวโน้มสินค้า แนวโน้มการบริหารจัดการ ไม่มีแน่นอน ขืนมีเรื่องพวกนี้ด้วย อาชีพอื่นก็ตกงานกันหมดสิครับ

ในบรรดาแนวโน้มที่มี่การพูดถึงกันมาในช่วง 1-2 ปีมานี้ มีอยู่หนึ่งเรื่องที่น่าสนใจมาก
…น่าสนใจเพราะคนเสนอคือกูรูด้านการวางแผนกลยุทธ์ จาก Harvard
…น่าสนใจเพราะแนวคิดใหม่นี้ตอบโจทย์ปัญหาที่เราเผชิญกันอยู่
…น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องเดียวที่รวมหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน
นั่นก็คือแนวโน้ม ‘วิธีทำธุรกิจ’ จะเปลี่ยนแปลงไปครับ เปลี่ยนไปในลักษณะ ‘รับผิดชอบต่อสังคม’ มากขึ้น

“เอ๊ะ ฟังดูก็เหมือนๆซีเอสอาร์(CSR) ที่กำลังนิยมอยู่ตอนนี้”
จะบอกว่าเหมือน คงไม่ใช่ แต่ถ้าบอกว่าคล้ายก็มีส่วน คล้ายเพราะนำ ‘ส่วนอื่นๆ’ ที่อยู่นอกบริษัท มาเป็นตัวแปรในการทำธุรกิจ แต่จุดต่างคือย้ายตำแหน่งของตัวแปรจากท้ายสมการ มาอยู่ด้านหน้าแทน

เมื่อปี 2546 รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าจ้างกว่า 19 ล้านบาท เพื่อให้ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์ กูรูจาก Harvard มาพูดเรื่องความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้เวลาพูดไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็สร้างความตื่นตัวได้มากทีเดียว
“โอ้โห ค่าตัวแพงขนาดนั้นเลย ตกนาทีละกี่แสนเนี่ย”
แม้เขาจะพูดไม่กี่ชั่วโมง แต่เบื้องหลังก็ต้องทำการวิจัยมาหนักพอสมควรครับ
หนักพอจะแนะนำได้ว่า ไทยต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เจ๋งขึ้นกว่าเดิม มีการเสนอเรื่องคลัสเตอร์ มีการเสนอว่าควรโฟกัสไปที่อุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว และรถยนต์

กลยุทธ์การแข่งขัน(Competitive Strategy) ความสามารถในการแข่งขัน(Competitive Advantage) คือ แนวคิดที่มาแรงมากในยุคนั้น หนังสือของเขาขายดี จนร้านถ่ายเอกสารรวย (ฮา)
ทุกประเทศ ทุกบริษัท ทุกคน พากันยกระดับการแข่งขัน กันยกใหญ่
แต่ผลที่ได้กลายเป็น ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร แถมมีปัญหาตามมาอีก

จุดด้อยของแนวคิดในขณะนั้น คือเน้นการแข่งขัน จนลืมเรื่องการร่วมมือกัน
ส่งผลให้ ‘ผู้ด้อยความสามารถ’ ถูกละเลยไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมา แม้ว่าบริษัทต่างๆจะเอากำไรคืนกลับไปให้บ้าง ในรูปแบบการบริจาคหรือการช่วยเหลือ เช่น สร้างโรงเรียน สร้างศาลา ให้ทุนการศึกษา หรือบริจาคถังเก็บน้ำ แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอยู่ดี

ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง Creating Share Value (CSV) หรือ ‘ร่วมสร้างสรรค์คุณค่า”
แนวคิดนี้มีความเชื่อว่า ‘การเก่งขึ้น’ ไม่จำเป็นต้องมาจากการแก่งแย่งแข่งขัน แต่มาจาก ‘การร่วมมือกัน’ ก็ได้
CSV เป็นการทำธุรกิจ ที่ใช้จิตวิญญาณมากขึ้นกว่าเดิม ต้องมองให้ลึกว่า สังคมต้องการอะไร สังคมมีปัญหาอะไร
แล้วจึงเริ่มเข้าไปร่วมคิดเพื่อหาทางออก เป็นทางออกที่บริษัทได้กำไรในขณะที่สังคมได้ประโยชน์ วิน-วิน ทุกฝ่าย

“ฟังดูดีนะ แต่จะทำอย่างไรหละ”
…แทนที่จะรอซื้อผลผลิตราคาถูกๆจากเกษตรกร ก็เข้าไปช่วยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง แนะนำปุ๋ยที่ไม่ทำลายดินไม่ทำลายน้ำ
…แทนที่ร้านค้าจะเลือกผู้ผลิตที่เสนอราคาถูกๆ ก็เอาข้อมูลขายและผลวิจัยลูกค้า เข้าไปร่วมคิดกับผู้ผลิต เพื่อให้ได้สินค้าที่โดนใจผู้บริโภค
…แทนที่จะขายเครื่องชงกาแฟ ก็ต้องช่วยวิเคราะห์ว่า ทำเลไหนจึงจะเหมาะ ทำการตลาดแบบไหนจึงจะโดนใจ บริหารการขายแบบไหนจึงจะสำเร็จ

ขณะนี้องค์กรระดับโลกอย่างเช่น GE, Google, IBM, Intel, Johnson & Johnson, Nestle, Unilever หรือ Wal-Mart ต่างก็เอาแนวคิดนี้ไปใช้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้บริษัทโต และสังคมไม่ต่อต้าน
ไม่เพียงบริษัทใหญ่ที่ได้ประโยชน์ นี่เป็นโอกาสของ SMEs เช่นกันครับ เพราะแนวคิดนี้เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงาน แต่ละคนต่างสร้างสรรค์คุณค่าของตนเอง

ในอดีต ธุรกิจทำดีคือการให้ แต่จากนี้ไป ธุรกิจทำดีคือต้องช่วยคิดและร่วมหาวิธีที่ดีกว่า
แนวโน้มการทำธุรกิจ หากคิดจะใหญ่ ด้วยการ ‘กินรวบ’ จะอยู่ไม่ได้ ต้องใช้วิธีคิดแบบ ‘กินแบ่ง’
ว่าแล้วผมขอแวะแผงซะหน่อยว่า งวดสิ้นเดือนนี้จะกินแบ่งรัฐบาลกี่ใบดี!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s