จะ ‘เค็ม’ หรือ ‘คิด’

ระหว่าง ‘พ่อค้าแม่ค้า’ กับ ‘ลูกค้า’
คิดว่าสองกลุ่มนี้ ใครเสียงดังกว่ากัน

“แม่ค้าครับ ลองไปเดินตลาดสดสิ เสียงงี้สุดยอด”
เออ! ผมไม่ได้หมายถึง ดังจากพลังเสียง แต่หมายถึง ใครต้องพึ่งใคร

…ถามนักภาษาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ อาจตอบแบบอย่างหนึ่ง
…แต่ถ้าถามนักการตลาดสมัยใหม่ ก็จะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง

สองคำนี้ น่าสนใจครับ
คนไทยเราใช้คำว่า ‘พ่อค้าแม่ค้า’ แทนคำว่า ‘คนขายสินค้า’ (แบบนี้แสดงว่า ในประวัติศาสตร์ไทยเราไม่เคยใช้แรงงานเด็ก)
ส่วนคำว่า ‘ลูกค้า’ หมายถึง ‘คนซื้อ’

ผมไม่แน่ใจว่า เหตุใด จึงใช้สรรพนามแทนอาชีพ แบบนี้
แต่หากเราถอดคำว่า ‘พ่อ แม่ ลูก’ ออกไป แล้วใช้คำที่ตรงๆแทน อาจตอบคำถามได้ง่ายขึ้น

คนซื้อ กับ คนขาย ใครเสียงดังกว่ากัน?
คำตอบคือ ผลัดกันเสียงดังครับ

ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว ที่สังคมเศรษฐกิจเป็นแบบเกษตรกรรม
เน้นการผลิตเพื่อให้พอกินพอใช้ เหลือจึงขาย
ช่วงนี้ คนขายมีอำนาจมากกว่า เล่นตัวได้ ไม่ชอบหน้าใครก็ไม่ขายให้ หรือขายแพงๆ แต่ถ้าถูกใจใครก็ขายให้ราคาพิเศษ

ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ ที่สังคมเศรษฐกิจเป็นแบบอุตสาหกรรม
เน้นการผลิตเพื่อขาย เอารายได้จากการขายไปซื้อของมากินมาใช้
ช่วงนี้ คนขายต้องง้อคนซื้อ เพราะผลิตมาแล้ว ถ้าขายไม่ได้ก็ขาดทุน

ในปัจจุบันและอนาคต สังคมเศรษฐกิจเป็นการผลิตแบบผสมผสาน
แบบแรก ผลิตจำนวนเยอะๆ เน้นต้นทุนถูกๆ การผลิตแบบนี้ยังคงมี
แบบสอง ผลิตจำนวนน้อยๆ เน้นคุณภาพ แลกกับต้นทุนที่แพงขึ้น การผลิตแบบนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

แบบแรก ‘เน้นเค็ม’ หาทางลดต้นทุนการผลิตทุกรูปแบบ
…เค็มทั้งวัตถุดิบ พยายามลดสเปควัตถุดิบ
…เค็มทั้งค่าจ้าง คนไทยแพงก็หันไปใช้แรงงานต่างชาติ
…เค็มทั้งการบริหาร เน้นออกคำสั่งให้ลูกน้องทำตาม
…เค็มทั้งวิธีการขาย ต้องขายถูกๆ อัดโปรโมชั่นแรงๆ
แบบหลัง ‘เน้นคิด’ ต้องใช้สมองเยอะ
…คิดเรื่องวัตถุดิบ ทำไมต้องแบบเดิม
…คิดเรื่องค่าจ้าง ถ้าจ่ายถูกๆเขาก็แค่ทำตามคำสั่ง แล้วใครจะช่วยเราคิด
…คิดเรื่องบริหาร เปิดโอกาสให้ลูกน้องช่วยคิด และแก้ปัญหา
…คิดเรื่องการขาย ลูกค้าซื้อไปแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง

ไม่ง่ายครับที่ธุรกิจจะเปลี่ยน ‘เค็ม’ มาเป็น ‘คิด’
แต่ถ้าไม่เริ่มต้นคิด ก็ต้องอยู่ในธุรกิจ ‘เค็ม’ ไปตลอด

Advertisements