คิดแบบทีโบน

‘เพลง’ เป็นสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าทั่วๆไป
นอกจาก ‘จับต้องไม่ได้’ แล้ว เพลงยังเป็นสินค้าที่ ‘ใช้ไม่หมด’
การขายเพลงจึงคิดแบบสินค้าที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันไม่ได้

ความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์เพลง ระหว่างค่ายเพลงยักษ์ใหญ่กับร้านอาหาร จึงมีให้เห็นเป็นระยะ
และตอนนี้ก็มีข่าวดังในโลกโซเชียล

แต่สิ่งที่วงดนตรี T-Bone แสดงจุดยืนน่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงตลาดวงการเพลงในบ้านเราไม่มากก็น้อย

T-Bone

การอนุญาตให้เปิดได้เต็มที่ ไม่มีลิขสิทธิ์ห้าม
นอกจากจะ ‘ได้ใจ’ แฟนพันธุ์แท้แล้ว งานนี้คงทำให้ร้านกาแฟอีกหลายร้าน พร้อมใจกันเปิด T-Bone
คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยฟัง ก็จะได้รู้จักเพลง เป็นการเพิ่ม ‘แฟนเพลงรุ่นใหม่’
แน่นอนว่า ด้วยสปิริตแบบนี้ ร้านค้าจะหาแผ่นแท้และของสิขสิทธิ์มาเปิดที่ร้าน แม้จะไม่ทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น

นี่ไม่ใช่การฉวยโอกาส แต่เป็นการทำตลาดที่เข้าใจลูกค้า
ลูกค้าที่มองว่า เพลงคือ ตัวเชื่อมระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
บางครั้ง เพลงก็ทำรายได้ในตัวของมันเอง เช่น ซื้อซีดี หรือดาวน์โหลดเพลง
แต่บางครั้ง เพลงก็สร้างความผูกพัน เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้อื่น เช่น การจัดคอนเสิร์ต หรือการโชว์ตัว
ไม่จำเป็นว่า ทุกครั้งที่เราได้ยินเพลง จะต้องจ่ายเงินทุกครั้ง

การสร้าง Customer lifetime value ไม่จำเป็นว่าเราจะต้อง หารายได้ทุกเม็ด เก็บตังค์ทุกครั้ง

#Marketing361
cr ภาพ :

facebook.com/tboneska.th/?fref=ts
findyourwayinbangkok.com

Advertisements