partner

กัลยาณ-คิด

“ไอ้หนูซื้อมาม่าซองนึง เอายี่ห้อไวไวนะ”
ถามหาเป๊ปซี่ พอหยิบมาให้กลับบอกว่าเอายี่ห้อโค้ก
จำได้ว่าตอนสมัยเด็กที่บ้านผมเปิดร้านโชห่วย เวลาลูกค้ามาซื้อของ ผมมักงงกับการสั่งสินค้าแบบนี้

การเรียกชื่อสินค้าที่ผิดฝาผิดตัวแบบนี้ มีส่วนกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SME คิดจะสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง มองว่าการมีแบรนด์เหมือนเป็นแต้มต่อในการทำธุรกิจ ซึ่งจริงๆก็เป็นอย่างนั้น แต่การทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือไม่ใช่เรื่องง่าย ผมใช้คำว่า ‘เป็นที่รู้จัก’ และ ‘น่าเชื่อถือ’ เพราะทั้งสองส่วนคือองค์ประกอบสำคัญของแบรนด์ ที่ต้องเน้นแยกเป็นสองส่วน เพราะแต่ละส่วนใช้ความพยายามต่างกัน ใช้ต้นทุนต่างกัน แต่สุดท้ายแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทำทั้งสองส่วนได้ดี

การทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ขึ้นอยู่ความสามารถในการสื่อสารให้ผู้บริโภคได้รับรู้ ความสามารถนี้ในอดีตจะจำกัดอยู่กับเงินทุน แบรนด์ไหนมีเงินมากก็จะมีความได้เปรียบ สามารถส่งสารให้ลูกค้าได้มากกว่าและบ่อยกว่าแบรนด์ที่มีเงินน้อย แต่ในยุคสื่อสมัยใหม่(New media) เงินทุนไม่ใช่ตัวตัดสินเสมอไป บทบาทของโซเชียลมีเดียช่วยทำให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นโดยใช้เงินน้อยลงกว่าเดิม

การสื่อสารกับลูกค้าไม่ได้แข่งขันกันที่เงินทุนโดยตรง แต่แข่งกันที่ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตรายเล็ก หากมีไอเดียดีๆ ก็สร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคได้ แต่กระนั้นบริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีความได้เปรียบอยู่นิดๆตรงที่ หากคิดไม่ออกก็ใช้เงินจ้างบริษัทเอเยนซี่ที่ครีเอทีฟเก่งๆ ช่วยคิดแทน

เป็นที่น่าเสียดายว่า สื่อสมัยใหม่(New media) มีข้อดีมากมายแต่ผู้ประกอบการบางราย กลับทำให้เป็นข้อเสีย อย่างเช่นเรื่องการมีต้นทุนต่ำหรือไม่มีต้นทุนเลยในการสื่อสาร เมื่อมองว่าเป็นของฟรี ก็พยายามสื่อสารทุกอย่าง โพสต์รูปโพสต์ข้อความ โดยไม่คัดกรองหรือมุ่งประเด็นที่จะสื่อ บางเนื้อหาไม่เกี่ยวกับสินค้าแต่พอเห็นว่าแบรนด์อื่นทำก็ทำด้วย เห็นแบรนด์อื่นเล่นเกมส์ชิงรางวัลก็ทำด้วย
กลายเป็นว่าสื่อสมัยใหม่(New media) ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ง่ายขึ้น แต่รู้จักในเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เยอะแยะไปหมด
ดังนั้น ต้องตั้งสติครับว่า ยิ่งใช้เงินน้อยลง แปลว่าต้องใช้กึ๋นมากขึ้น

ในส่วนของการทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือ ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งเวลาในที่นี้หมายความถึง
…เวลาในมิติของความนาน
…เวลาในมิติของความเร็ว
จะสังเกตเห็นว่าสินค้าแบรนด์ดังในอดีตจะใช้ มิติของความนาน เป็นการพิสูจน์คุณภาพและความจริงใจ แต่สำหรับการสร้างแบรนด์ในยุคใหม่ ต้องให้ความสำคัญกับมิติของความเร็ว เพราะลูกค้าจะสนใจว่าเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แบรนด์เหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไร หากลูกค้าไม่พอใจและแจ้งข้อร้องเรียน แบรนด์ได้ดำเนินการอย่างไร รวดเร็วแค่ไหน และแสดงความรับผิดชอบอย่างไร หรือบางครั้งลูกค้าไม่ถึงขั้นไม่พอใจแต่ลูกค้ายุคใหม่ชอบเสนอนั่นโน่นนี่ให้ปรับปรุง แล้วแบรนด์ได้รับฟังเสียงลูกค้าเหล่านี้หรือไม่

ฟังดูแล้วการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และหยุดทำก็ไม่ได้ด้วย จนทำให้ผู้ผลิตบางรายเกิดอาการท้อ ไม่คิดจะมียี่ห้อเป็นของตัวเอง อยากกลับไปรับจ้างผลิต คิดกำไรแบบ OEM เหมือนเดิมดีกว่า แต่อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นครับ เพราะยังพอมีทางออกในเรื่องนี้ โดยใช้วิธีคิดกลับข้าง แทนที่จะเน้นสร้างความแตกต่าง ก็หันมาเน้นสร้างความกลมกลืนแทน

สินค้าที่มีวางขายในท้องตลาดช่วงนี้ หากสังเกตให้ดีจะมีสินค้าบางประเภทที่มีสองแบรนด์ในสินค้าชิ้นเดียว แบรนด์แรกจะเป็นชื่อของร้านค้าและอีกแบรนด์คือชื่อผู้ผลิต นี่เป็นความร่วมมือกันของสองความเก่ง
…เก่งขาย คือ ร้านค้า ที่รู้ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร รูปแบบไหน และเมื่อไร
…เก่งผลิต คือ โรงงาน ที่เชี่ยวชาญการผลิตให้ได้สินค้าตรงตามความต้องการ
การจะสร้างความกลมกลืนแบบนี้ได้ เกิดจากทำงานร่วมกันในรูปแบบของพันธมิตรทางกลยุทธ์(Strategic Partner) ที่จะร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมเสี่ยง และร่วมรับผิดชอบไปด้วยกัน ซึ่งการทำงานแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเกิดจากการไว้ใจ เข้าใจ และยอมรับในเงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์

การร่วมเป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์(Strategic Partner) เป็นเหมือนทางสายกลาง สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพในการผลิตเป็นอย่างดี โดยไม่อยากเป็นแค่คนรับจ้างผลิต มีออเดอร์แค่ไหน ผลิตแค่นั้น และก็ไม่อยากขยายงานเพิ่มมาก จน ต้องลงทุนจ้างคนมาสร้างแบรนด์ เป็นการหา ‘กัลยาณมิตร’ มาร่วม ‘คิด’ สร้างธุรกิจ

แน่นอนว่า แนวทางนี้อาจทำให้มีกำไรน้อยกว่าการมีแบรนด์ของตัวเอง แต่หากเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องแข่งกับแบรนด์ดังๆ รับรองว่าแนวทางนี้จะปลอดภัยกว่าและเหนื่อยน้อยลง


จากหนังสือ  “Biz View 361 : กระตุกต่อมคิด มองธุรกิจมุมใหม่”

cr : helsinkibusinesshub.fi

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s