สนมั๊ย? มาขายบริการกัน

ช่วงนี้เหมือนถูกบังคับให้เสพข่าวอยู่ข่าวเดียว เอานิ้วสแครชไปไหนก็เจอ เป็นข่าวที่ไม่สุนทรีย์เท่าไร แต่ทำไมสำนักข่าวต่างๆ ขยันเกาะติดกันจัง ทีข่าว “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล สร้างประวัติศาสตร์ยึดมือ 1 โลก กลับเสนอข่าวธรรมดาเหมือนข่าวกีฬาทั่วไป เรื่องชื่อนักกีฬานี้ก็น่าคิดนะครับ ใครมีลูกมีหลานตั้งชื่อน้องเม นี้เป็นต่อตั้งแต่ยังไม่ลงแข่ง

โม้ซะยาวยังไม่เข้าเรื่องวันนี้เลย
แต่ต้นปีที่ผ่านมาวงการค้าปลีกมีข่าวกระหึ่มมาตลอด ทั้งเซ็นทรัล เซเว่น อเมซอน วอลล์มาร์ท เทสล่า
เอ๊ะ! เทสล่า เกี่ยวไรด้วย
จะเกี่ยวไหม เกี่ยวอย่างไร เรามาดูกัน

เมื่อเอ่ยถึงค้าปลีก เราจะนึกถึง 2 เรื่องนี้เป็นหลัก คือ
…ค้าปลีกแบบดั้งเดิม(Traditional trade) กับค้าปลีกสมัยใหม่(Modern trade)
…ขายแบบมีหน้าร้าน(Physical store) กับขายแบบไม่มีหน้าร้าน(Virtual store)

ค้าปลีกสมัยใหม่ต่างจากค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างไร
หลายคนบอกว่า ต่างตรงที่ร้านค้าติดแอร์ ลูกค้าหยิบของเอง แล้วต้องเดินไปจ่ายตังค์ที่แคชเชียร์
ถูกครับแต่ยังไม่ครบ
จุดต่างหลักคือ การนำระบบบริหารสต๊อกมาใช้ เพราะค้าปลีกสมัยใหม่ มีการระบุเลขรหัสให้กับสินค้าแต่ละตัว หรือที่เรารู้จักในชื่อเล่นว่า SKU (ย่อมา Stock Keeping Unit) ซึ่งเจ้าระบบนี้จะทำให้รู้ว่าสินค้าแต่ละตัวซื้อเข้าร้านกี่ชิ้น ขายไปแล้วกี่ชิ้น ที่สำคัญมันช่วยให้เราไม่ขายขาดทุน และถ้าจะทำโปรโมชั่นก็มั่นใจว่าไม่ขายขาดทุน

ผมเคยสงสัยว่าร้านโชว์ห่วยหรือร้านค้าแบบไม่ติดป้ายราคา จะจำได้ทุกตัวหรือไม่
จึงลองไปซื้อสายไฟที่ร้านเฮียแถวบ้าน ไปครั้งแรกยังไม่ซื้อ ประมาณว่าขอเช็คราคาก่อน จากนั้นไปอีกครั้ง
เฮ้ย เฮียแกบอกราคาเดิมเป๊ะเลย ทั้งที่ถามหลายรายการด้วยนะ
แต่… พอวันหลัง เฮียไม่อยู่ ราคาก็เปลี่ยนไปด้วย
สรุปแล้ว ราคาก็เปลี่ยนไปตามคนขายครับ

ค้าปลีกสมัยใหม่เข้ามาในเมืองไทยนานมากแล้ว ร่วมๆครึ่งศตวรรษ ยุคนั้นเป็นยุคของห้างสรรพสินค้า(Department store) เคยได้ยินชื่อห้างแก้วฟ้า ห้างไดมารู ไหมครับ
ถ้าตอบว่าเคย แปลว่า แก่มาก (ฮา)
สมัยโน้น คนตื่นเต้นกับบันใดเลื่อน ลิฟท์แก้ว และแอร์เย็นฉ่ำ

แต่ค้าปลีกสมัยใหม่มีบทบาทกับเศรษฐกิจไทยอย่างจริงๆจังๆก็เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง
เป็นยุคของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มาก
ไม่ใหญ่ธรรมดานะครับ ใหญ่มากกก เดินเป็นชั่วโมง เดินจนเหนื่อย พื้นที่ห้างเป็นหมื่นตารางเมตร มีสินค้าเป็นหมื่นๆรายการ
มีหลายชื่อด้วยกัน อาทิ Hypermarket Supercenter หรือ Discount Store ตามแต่สัญชาติผู้ให้กำเนิด
เคยได้ยินชื่อ คาร์ฟู โลตัส บิ๊กซี ไหมครับ
ใครตอบว่าเคย แปลว่า ยังวัยรุ่นครับ (แฮร่)

จุดขายของร้านคือ ราคาถูกและสินค้าครบ
‘ครบ’ ขนาดที่ว่าบางยี่ห้อไม่มีขายที่อื่น แต่ร้านเหล่านี้ผลิตเพิ่มมาให้เป็นทางเลือก
ใครชอบเล่นเกมส์จับผิด ต้องชอบร้านแบบนี้ เพราะมีสินค้าหน้าตาคล้ายกันมาทดสอบสายตา

นี่คือจุดเริ่มต้น Private Brand ในเมืองไทย
หรือบางห้างก็เรียกว่า Exclusive Brand เพราะชื่อแรกฟังดูโลว์คลาสไปหน่อย
สรุปก็คือ สินค้าทำขึ้นมาเป็นการเฉพาะ หรือเป็นยี่ห้อที่ไม่ได้วางขายทั่วไป

ค้าปลีกในเมืองไทย มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา
เมื่อบรรดาร้านค้าต่างๆพากัน ‘ย่อไซส์’ เปิดร้านขนาดกระจุ๋มกระจิ๋ม ตามปากซอยตามชุมชน
แล้วก็นิยามตัวเองใหม่ว่าเป็น Mini-supermarket
ซึ่งก็ทำให้วงการค้าปลีกเดือดขึ้นมาทันที เพราะร้านเท่านี้ มีร้านสะดวกซื้อ (Convenience store) ทำตลาดก็ก่อนอยู่แล้ว

สาเหตุที่ร้านขนาดใหญ่ๆ ต้องมาเปิดร้านขนาดเล็ก ก็เพราะพื้นที่ใหญ่ๆหายาก สมัยโน้นก็มีกฎหมายผังเมืองบังคับนั่นโน่นนี่
อีกเหตุผลคือ คนต้องการความสะดวก ไม่อยากเสียเวลารถติด ยอมจ่ายแพงหน่อยซื้อใกล้บ้านดีกว่า

ความขี้เกียจ เอ้ย! ต้องการความสะดวกนี่แหละ ทำให้ค้าปลีกที่ไม่มีหน้าร้าน(Virtual store) เริ่มเข้ามาในชีวิตประจำวัน
คำว่า Virtual นี่ไม่ได้หมายความว่า ต้องมีเวบไซด์สุดอลัง ต้องจ่ายตังค์ได้หลายวิธี
แต่หมายถึงวิธีการขาย ที่ช่วยให้ลูกค้าได้ของตามต้องการ อาจเป็นการโทรสั่ง สั่งทาง LINE Messenger หรือสั่งด้วยนกพิราบก็ตาม (ทำได้ไงว่ะ ส่งยาเสพติดด้วยนกพิราบ)

มาถึงตรงนี้ ‘สิ่งที่ซื้อขาย’ จึงไม่ใช่แค่ ‘สินค้าที่จับต้องได้’
แต่มันรวมถึง ‘บริการต่างๆ’ ด้วย ถ้านึกไม่ออก ก็มองย้อนดูที่กระเป๋าตังค์
อ้าว หยิบกระเป๋าขึ้นมาครับ แล้วช่วยตอบหน่อยว่าแต่ละเดือนซื้ออะไรไปบ้าง ของกิน ของใช้ หรือไปเที่ยว . . .
บางคนบอกว่าจำไม่ได้ รู้แต่ว่าหมดทุกเดือน แถมบางเดือนหมดก่อนเงินเดือนออก
ถ้าจำไม่ได้ ผมมีตัวช่วยครับ ผมไปค้นข้อมูลมาให้แล้ว
รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปีคือ ค่ารถ ค่าเที่ยว ค่าโทรศัพท์ ค่าเล่นเน็ต
และนับวันก็จะมีบริการใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาให้เราเสียเงิน จะดูบอลสักนัด หนังสักเรื่อง หนังสือสักเล่ม เพลงสักอัลบั้ม หรือแม้แต่ทำบุญ
ซึ่งช่องทาง Virtual store นี่ตัวดีเลย ทำให้เราเสียตังค์ง่ายขึ้น

นั่นแปลว่า ตลาดออนไลน์ ตลาดดิจิตอล ไม่ไช่แค่ eCommerce แน่?
ถูกแล้วครับ!!!
Statista (แหล่งข้อมูลธุรกิจระดับโลก) ได้สรุปว่า Digital Market แบ่งย่อยเป็น 9 กลุ่มด้วยกัน

  • Digital Media เช่น ซื้ออีบุ๊ค หนัง เพลง
  • eCommerce อันนี้รู้จักกันแล้ว
  • FinTech เช่น โอนเงิน จ่ายเงิน กู้เงิน อนาคตเราอาจได้ใช้ BitCoin กัน
  • eServices หลายคนใช้บริการทุกวัน อาทิ โทรสั่งพิซซ่า eServices ยังรวมถึงการจับคู่ออนไลน์ด้วย
  • Digital Advertising โฆษณาต่างๆบนเวบ ในเฟส ในไอจี
  • Smart Home ในเมืองไทยอาจยังไม่ชัด แต่เดี๋ยวระบบประหยัดพลังงาน เห็นไหมครับว่าเกี่ยวกับ เทสล่า
  • eHealth เช่น การเก็บข้อมูลในชีวิตประจำวัน(จากนาฬิกาข้อมูล) เชื่อมกับฐานข้อมูลที่โรงพยาบาล ช่วยให้การรักษาโรคทำได้ดีขึ้น
  • Connected Car เริ่มมีในรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเชื่อมข้อมูลไปยังศูนย์รถ หรือระบบขนส่งของเมือง
  • eTravel ซื้อตั๋ว จองที่พัก จองรถ ซึ่งเดี๋ยวนี้มี App เป็นพันๆแอพ ที่จะทำให้เราไปเที่ยวเหมือนมีไกด์ส่วนตัว

เขียนมาซะยาว สรุปคือค้าปลีกเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมกระเป๋าตังค์

#DigitalMarket #DigitalBusiness
…………………..
หนังสือเล่มใหม่ของผม วางขายแล้วในร้านหนังสือทั่วไป

slide-1

สั่งซื้อ E-Book คลิกได้เลยครับ

BizView361-Ebook

Advertisements