ทำธุรกิจ คิดแบบชาวประมง

การเป็นผู้ประกอบการจะต้องรู้จัก มองซ้ายแลขวา มองไปข้างหน้า มองย้อนไปข้างหลัง แล้วเพ่งมาที่ตัวเอง เพื่อ ‘ระวังภัย’ และ ‘หาโอกาสใหม่’ วิธีการนี้มีศัพท์เรียกแบบวิชาการว่า Environmental Scanning ความหมายคือวิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านนั่นแหละครับ
แต่ในยุคนี้ข้อมูลมีเยอะมาก แถมยุ่งเหยิงอีกต่างหาก แค่เอ่ยคำว่าข้อมูลอาการปวดไมเกรนก็กำเริบทันที

ถ้าอย่างนั้น ลองมาดูวิธีการค่อยๆคลี่ข้อมูล โดยให้จินตนาการว่าเป็นชาวประมงกำลังจะออกเรือหาปลา
ซึ่งก่อนออกเรือ ก็ต้องมีข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม ประมาณนี้ครับ
…มองภาพใหญ่มุมกว้าง คือ ต้องรู้แนวโน้มสภาพอากาศและลมมรสุม ต้องรู้แหล่งปลา ระดับความลึกที่ปลาประเภทต่างๆอาศัยอยู่ ต้องระวังด้วยว่าพื้นที่ใดห้ามจับปลา และพื้นที่ใดเสี่ยงสารเคมี เป็นต้น
…มองไปภายนอกรอบๆตัว คือ มีคู่แข่งจะออกเรือด้วยหรือไม่ เขาใช้เรือแบบไหน ใช้อวนแบบใดลากปลา เคยมีเรือลำไหนที่หาปลาไม่ได้ เพราะอะไร เป็นต้น
…มองมาที่ตัวเอง คือ มีความสามารถในการออกเรือได้นานแค่ไหน รับคลื่นทะเลได้เพียงใด อวนที่มีเหมาะจับปลาประเภทใด แล้วถนัดจับปลาน้ำลึกหรือน้ำตื้น เป็นต้น

พอเห็นภาพไหมครับ
ถ้ายังไม่เห็น ลองหลับตาแล้วจินตนาการอีกรอบ
แต่ถ้าเห็นภาพแล้ว ก็ขึ้นจากทะเลได้ เดี๋ยวเราไปห้องประชุมกันต่อ
.
[ตัดภาพมาที่ออฟฟิศ]

การดูข้อมูลให้ครบและทบทวนพร้อมกันทั้ง 3 ส่วน มักทำกันปีละครั้ง ตอนวางแผนกลยุทธ์ครับ ทั้งนี้ก็เพื่อทบทวนว่าบริษัทมาถูกทางหรือไม่ จะไปทางเดิมต่อหรือเปลี่ยนเส้นทาง จะไปด้วยกำลังคนเท่าเดิมหรือหาเพื่อนไปด้วย หรือจะเปลี่ยนใจไม่เดินทางต่อ

การมองภาพใหญ่ในมุมกว้าง มักพิจารณากัน 4-6 เรื่อง แล้วแต่จะยึดแนวคิด PESTEL หรือ PEST อ่านถึงตรงนี้ไมเกรนมาเคาะประตูเรียกอีกแล้ว

ไม่ต้องเครียดกับศัพท์แสงต่างๆหรอกนะครับ เอาเป็นว่าผมขอยำทั้งสองแนวคิดและเรียงลำดับใหม่ว่า STEP (อ้าว เพิ่มศัพท์ใหม่มาอีกหล่ะ) ซึ่งจะค่อยๆอธิบายทีละตัวย่อเป็นสเต็บๆไป
.
เริ่มจาก S (Social) คือปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นความเชื่อหรือค่านิยมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนในสังคมนั้น หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม ปัจจัยนี้เรามักมองไม่ค่อยเห็นเพราะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันจนเกิดความเคยชิน แต่หากไปเที่ยวต่างประเทศ จะรู้สึกได้ทันทีว่าแต่ละสังคมมีความเชื่อ ขนบประเพณีที่แตกต่างซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ

ดังนั้นเราต้องสวมแว่นตาเป็นชาวต่างชาติ บางคนถามว่าเป็นต่างด้าวได้ไหม ก็ได้ครับ เอาที่สบายใจเลย

พอสวมแว่นตาเป็นคนชาติอื่นเราก็จึงจะมองเห็นว่าปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างไร
ตัวอย่างเช่น ชาวต่างชาติที่เคยมาเมืองไทยสัก 5 ปีก่อน พอได้มาอีกทีก็จะเห็นว่าคนไทยเดินทางมากขึ้นทั้งทางรถทางเครื่องบิน คนไทยจะมีคนแก่มากขึ้นด้วยนะ และก็มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงทำให้ทุกครอบครัวทุ่มค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กมากขึ้น เรื่องสุขภาพคนไทยออกกำลังกายมากขึ้น ขยันวิ่ง ขยันปั่น เป็นต้น
.
T (Technology) คือปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่กระทบทั้งด้านการผลิต การดำเนินธุรกิจ และการวิถีชีวิตประจำวัน ปัจจัยนี้ดูจะโดดเด่นกว่าเรื่องอื่นๆในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว

สิ่งที่ต้องจับตาคือปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทัศนคติผู้บริโภคเปลี่ยนไปในทิศทางใด ใช้เงินสดมากขึ้นหรือนิยมจ่ายผ่านมือถือกันแล้ว การจองตั๋วชอบจิ้มรัวๆบนหน้าจอหรือไปต่อแถวยาวๆ เวลาจะซื้อของหาข้อมูลแล้วหาข้อมูลอีก
.
E (Economy) คือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ดูว่าเศรษฐกิจโตแค่ไหน ต้องดูว่าเศรษฐกิจโตมาจากอะไร และแนวโน้มจะโตแบบนั้นไปอีกหรือเปล่า

โตมาจากการบริโภค หรือโตมาจากการลงทุน
โตมาจากภาคเกษตร หรือบริการ
เพราะหากเศรษฐกิจโตจากภาคเกษตร เม็ดเงินและกำลังซื้อก็จะอยู่ที่ต่างจังหวัด สินค้าในตลาดแมสขยายตัวดี
แต่ถ้าโตจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ย่านโรงงานจะได้อานิสงน์
แต่หากโตจากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายในภาคใต้และภาคเหนือจะมีสภาพคล่องที่ดี เป็นต้น
.
P (Political) คือปัจจัยด้านกฎระเบียบและมาตรการภาครัฐ นอกจากต้องดูข้อกฎหมายให้ดีๆซึ่งในแต่ละธุรกิจก็มีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกันแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังถึงประเด็นต่างๆที่มีโอกาสกระทบธุรกิจด้วย
โดยหลักการแล้วหน่วยงานรัฐที่ดีจะออกมาตรการเพื่อควบคุมสิ่งไม่ดีที่เป็นอันตรายต่อสังคม อาทิ เรื่องสารเคมี เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เป็นต้น

STEP คือการมองภาพใหญ่ อย่างน้อยปีละครั้ง แต่บางเรื่องหากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างปีก็ดำเนินการทันทีได้เลย ไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี ค่อยมาสรุปกัน

เมื่อออกสเต็ปแล้ว ถ้าไม่อยากสต็อป ก็มีงานที่จะต้องทำต่อ

.
การมองไปภายนอกรอบๆตัว จะทำถี่ขึ้นมาหน่อยอย่างน้อยก็เดือนละครั้ง เพื่อให้ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หากต้องการรู้แค่คู่แข่งทำอะไร ก็ใช้พนักงานนั่งสแครชมือถือก็ได้ แต่ถ้าอยากรู้มากกว่านั้น เช่น เปรียบเทียบยอดขาย ดูส่วนแบ่งตลาด ดูความรู้สึกลูกค้า ดูแนวโน้มตลาด ก็ต้องพึ่งหน่วยงานภายนอกครับ อาทิ บริษัทวิจัยตลาด บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ
.

มองมาที่ตัวเอง งานนี้จะต้องทำถี่ขึ้น จะรายสัปดาห์หรือว่ารายวัน ก็จัดไปตามสะดวก งานในจุดนี้แหละที่องค์กรจะต้องพึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล(Data scientist)เข้ามาช่วย เพราะด้วยการทำธุรกิจที่ต้องรีบเดินหน้า ผู้รับผิดชอบหน้างานจะเน้นแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและฉวยโอกาสทันทีหากมีช่อง ซึ่งทำให้มีข้อมูลเกิดขึ้นมากมาย กระจัดกระจายไปตามแผนกต่างๆ

อาทิ ข้อร้องเรียนลูกค้า เสียงลือเสียงเล่าอ้างในโซเชียล ยอดขาย จำนวนพนักงานขาย ยอดส่งสินค้า จำนวนสินค้าที่ส่งมาแล้วมีปัญหา ความล่าช้าในการจัดส่ง จำนวนผลิต รายการโปรโมชั่น การโฆษณา กิจกรรมส่งเสริมการขาย และอื่นๆอีกมากมาย

ข้อมูลเหล่านี้มักนำมาใช้เพื่อสรุปผลการปฎิบัติงานของฝ่ายใครฝ่ายมันเท่านั้น ฝ่ายการตลาดรายงานว่ายอดขายเป็นไปตามเป้าหรือไม่ ฝ่ายบริการลูกค้าสรุปการแก้ปัญหาให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้วหรือยัง ฝ่ายบุคคลรายงานความคืบหน้าการว่าจ้างพนักงานให้ครบตามอัตรากำลัง

.
แต่
ถ้าองค์กรไหนสามารถนำเรื่องยอดขาย เรื่องลูกค้า และเรื่องพนักงาน มาเชื่อมโยงและร้อยเรียงให้เห็นความสัมพันธ์กันได้
นั่นจะทำให้การใช้ข้อมูลภายในมีคุณค่าอย่างแท้จริง
ซึ่งต้องพึ่งฝีมือนักวิเคราะห์ที่เก่งเรื่องธุรกิจและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เข้าใจวิสัยทัศน์บริษัท
และเมื่อข้อมูลภายในจัดทำได้ดี มีการใช้เป็นประจำ ก็ทำให้เชื่อมกับข้อมูลภาพใหญ่ในมุมกว้าง(STEP)ได้ง่ายด้วย
ซึ่งช่วยให้เห็นว่า จากกลยุทธ์ทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ดีแค่ไหน และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต้องทบทวนกลยุทธ์เรื่องใด

เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อนะครับ
หากแต่ถ้าไม่ทำ ไอ้ที่ออก STEP ทุกปีก็มีอันต้อง STOP กลางคัน แค่นั้นเอง

…………………..
ติดตามสาระอ่านสบาย ได้ในหนังสือเล่มใหม่ของผม วางขายแล้วในร้านหนังสือทั่วไปครับ

slide-1

สั่งซื้อ E-Book คลิกได้เลยครับ

BizView361-Ebook

Advertisements