ใช้ Role สู้โควิด

จากคำถามที่ค้างคาใจ
“Gu ติดหรือยัง? Gu เป็นหรือยัง?”
(ขออภัยที่ใช้ภาษาพ่อขุน แต่ถ้าใช้ภาษาที่สุภาพ มันไม่ได้ filling ไม่เชื่อลองเปลี่ยนจาก Gu เป็น ฉัน ดูสิ
“ฉันติดหรือยัง”
เห็นมั๊ย ว่ามันไม่ใช่!!!
ดังนั้น เพื่ออรรถรส เราจะใช้ภาษาพ่อขุนกันนะครับ )

ความกังวลกลัวจะติดโควิด เริ่มเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ไม่กลัว แต่กลัวอย่างอื่นมากกว่า
“Gu จะตกงานมั๊ย? จะโดนลดเงินเดือนหรือเปล่า?”

และในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า
คำถามในใจจะเป็น
“Gu จะเอาเงินที่ไหนกินข้าว? Gu จะยืมตังค์ใคร?
และอาจสวมวิญญาณ จา พนม “เพื่อน Gu อยู่ไหน?”

แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะน้อยลง แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มียาไม่มีวัคซีน เราก็นิ่งนอนใจไม่ได้
สิ่งที่น่ากลัวคือ การระบาดรอบ 2 ซึ่งหากเกิดจริงมันจะรุนแรง เอาไม่อยู่

แล้วจะทำอย่างไรดี?
ใครเป็นลูกจ้างก็กอดเก้าอี้ให้แน่นๆ
สิ่งที่จะทำให้เก้าอี้มั่นคงคือ ความตั้งใจ ไม่เกี่ยงงาน
ช่วงนี้พนักงานต้องปรับเปลี่ยนบทบาท จากที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น คนแพ็คกล่อง คนส่งของ คนโทรยืนยันลูกค้า
แต่ตอนนี้ต้องทำมากกว่า 1 ตำแหน่งงาน

สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสที่นายจ้างจะสื่อสารเรื่อง Job and Role ให้พนักงานเข้าใจ
Job คือ งานที่ต้องทำ ตามที่ได้รับมอบหมาย ในภาษา HR เขาใช้คำว่า JD (Job descrition)
เจดีย์บางคนสูง เจดีย์บางคนต่ำ ตามผลบุญ(กรรม)ที่สร้างมา แต่ส่วนใหญ่เขาจะให้สอดคล้องกับเงินเดือน
ส่วน Role คือ บทบาทที่องค์กรต้องการจากพนักงาน

Role เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับองค์กรสมัยนี้
เพราะปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็ว
การเข้าใจ Role จะทำให้พนักงานปรับตัว (ทำงานที่ควรจะทำ ทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ) ได้ถูกต้อง

ในสถานการณ์ปกติ เรื่องนี้อธิบายยาก
แต่ในยามวิกฤติ ถ้าเราจะบอกพนักงานทุกคนว่า
‘พนักงานทุกคนมีบทบาทที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย’ แบบนี้เข้าใจง่ายมาก
ตัวอย่างเช่น พนักงานส่งของ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ก็แค่ส่งให้ครบ ส่งให้ทัน แต่ตอนนี้นอกจากส่งของแล้ว อาจถามลูกค้าเพิ่ม
“ช่วงนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษ จะรับเพิ่มมั๊ยครับ”
พนักงานบัญชี ซึ่งรู้ดีว่าลูกค้าคนไหนมีปัญหา ลูกค้าคนไหนสภาพคล่องยังไปได้ ก็สามารถชี้เป้าให้ฝ่ายขาย ขายถูกเป้า ได้มากขึ้น
แม้แต่แม่บ้านคนทำความสะอาด ก็มีบทบาทช่วยเพิ่มยอดขายได้ เช่น หากมีคนมาติดต่อและรู้ว่า เขาคือลูกค้า ก็ควรรีบพาไปหาบุคคลในบริษัทที่ลูกค้าอยากพบ
เดินนำหน้าพาไปถึงแผนกเลย อย่าแค่ยืนเฉย หรือชี้นิ้วบอกตำแหน่ง

Job ของเขายังเหมือนเดิม
แต่เพราะเขาเข้าใจ Role เขาจึงทำบางอย่างที่เกินหน้าที่

องค์กรที่ฝ่าวิกฤตได้ พนักงานจะต้องเข้าใจ Role และมีใจที่จะลงมือทำด้วย

นี่เป็นข้อดีของวิกฤติ
คล้ายกับว่า บางคนไม่กล้าว่ายน้ำ
แต่ถ้าตกลงไปในบ่อน้ำซึ่งมีจระเข้ เขาก็จะรีบว่าย ตะกุย ตะกาย ให้ถึงฝั่ง
ตอนนี้ทุกบริษัทก็อยู่ในสถานการณ์ ตกบ่อจระเข้ อยู่ที่ว่าใครจะตะกายได้ถึงฝั่งบ้าง

มีคนบอกว่า ในสถานการณ์ปกติ เราได้ใช้ศักยภาพของตัวเองไม่ถึง 30%
ส่วนที่เหลือ ถูกเจ้าตัวขี้เกียจขโมยไป
แต่ในยามขับขัน เราจะดึงศักยภาพออกมาใช้มากขึ้น ถ้าไม่ทำก็(อด)ตาย

ผมเชื่อว่าตอนนี้หลายคนก็ได้ดึงศักยภาพออกมามากกว่าที่เคย
ไม่อย่างนั้น หม้อทอดไร้น้ำมัน คงไม่ขายดีถล่มทลาย
.
clookclick.com
การตลาดยุคใหม่คือทำให้ผู้คนรอบข้างมีความสุข