Retail trend หลังโควิด

รู้สึกไหมครับว่า ในช่วงโควิด-19 เราทำงานอึดขึ้น ถึกขึ้น รีดศักยภาพตัวเองออกมาได้มากขึ้น หากเป็นนักกีฬา ตอนนี้ก็ใกล้เป็นตะคริวกันแล้ว แต่ถึงกระนั้นเราก็หยุดไม่ได้ คล้ายกับการวิ่งหนีเสือในป่า ภารกิจตอนนี้จึงอยู่ในโหมดหนีตาย Survival สุดๆ

แต่การหนีตาย ไม่ได้แปลว่า เราต้องวิ่งให้เร็วจนชนะเลิศ
มีคำคมกล่าวไว้ว่า ถ้าไม่อยากถูกเสือกิน ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วที่สุด ขอแค่วิ่งให้เร็วกว่าคนที่ช้าที่สุด เราก็ไม่ถูกกิน เพราะจะมีคนถูกกินไปแล้ว
ทำธุรกิจก็เช่นกัน ตอนนี้หากสามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์

เพื่อให้ปรับตัวได้ ไม่ถูกเสือกิน ผมมีเทรนด์มาเล่าสู่กันฟัง
นี่เป็นข้อสรุปเพียงไม่กี่ชิ้น ที่ทำขึ้นหลังโควิดระบาดทั่วโลก
งานของ KPMG ที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก บอกว่ามี 4 เทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ

เทรนด์แรก คือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่ค่อยๆพัฒนา จากสถานการณ์บีบบังคับ
นับตั้งแต่มีระบบตลาด มีการค้า มีร้านค้าปลีก นี่เป็นครั้งแรกในโลกที่ผู้บริโภคถูกบังคับให้อยู่บ้าน ห้ามออกไปไหน
วิถีดิ้นของผู้ประกอบการคือ เอาสินค้าไปส่งลูกค้าให้ได้
ทุกคนจึงเลือกใช้ Delivery
บริการ Delivery เป็นเหมือนขอนไม้ลอยตามน้ำมา ให้ผู้ประกอบการคว้าเพื่อพยุงชีวิต
แต่เมื่อเกาะขอนไม้นี้สักพัก ผู้ประกอบการก็เริ่มตระหนักว่า “เฮ้ย เราจะเกาะแบบนี้ไปนานๆก็ไม่ไหว”
มีแต่ขอนไม้ที่แข็งแรงขึ้น แต่คนบนขอนไม้ไม่มีอะไรจะกิน

แบบนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งก็มีไม่กี่ทางเลือก คือ ทางเลือกแรกคือพัฒนา Platform ของตัวเองซะเลย ทางเลือกนี้ต้องมีเงินเยอะ SMEs เลิกคิดได้เลย
ทางเลือกต่อมา คือใช้สิ่งที่มี ค่อยๆต่อยอด เช่น ใช้พนักงานจากเด็กเสิร์ฟ ก็แปลงร่างเป็น ขี่มอไซด์ไปส่ง แบบนี้ก็พอเป็นไปได้ หรือทางเลือกที่สาม คือ หาพาร์ทเนอร์

ในต่างประเทศ แบรนด์ใหญ่ๆหลายแบรนด์ก็ใช้วิธีพาร์ทเนอร์ เช่น M&S ก็ร่วมมือกับ Deliveroo
สาเหตุที่เลือก ไม่ใช่มองแค่เรื่องลดต้นทุน แต่เขามองถึงการสร้างแบรนด์ด้วย
นี่เป็นตัวอย่างการปรับตัว ยังสรุปไม่ได้หรอกว่าจนกว่าโควิดจะหายนั่นแหละ

เทรนด์ที่สอง คือ Brand Purpose (ความมุ่งหวัง และความเชื่อของแบรนด์) จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อของลูกค้า แบรนด์ที่เอาแต่กำไร โดยไม่สนใจประเด็นทางสังคม สาธารณสุข หรือสิ่งแวดล้อม จะอยู่ยาก

การที่แบรนด์แฟชั่นดังๆอาทิ Burberry, Giorgio Armani, Dior and Ralph Lauren เปลี่ยนโรงงานหันมาผลิตชุด PPE และหน้ากากอนามัย นี่คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ในบ้านเราก็มีหลายแบรนด์ที่หันมาช่วยแก้ปัญหาโควิด อย่างจริงจัง

ในอดีตกิจกรรมแบบนี้ทุกบริษัทมีหมด เป็นส่วนหนึ่งของงาน CSR
แต่ความต่างของ Brand Purpose กับ CSR คือความรวดเร็วต่อสถานการณ์ แบรนด์ไหนที่มีปฏิกิริยารวดเร็วต่อปัญหาสังคม แสดงว่า จริงใจ ไม่ใช่ทำตามกระแส

เทรนด์ที่สาม คือ ต้องคิดใหม่เรื่องต้นทุน
ก่อนโควิด กำไรก็น้อยอยู่แล้ว พอมาเจอโควิดยิ่งหนักกว่าเดิมอีก เพราะต้นทุนร้านก็มี ต้นทุน Delivery ก็ต้องจ่าย
เชื่อว่าหลังโควิด แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อบริหารต้นทุนให้สมดุล

จำนวนร้านอาจลดลง ลักษณะร้านอาจขยายเป็นจุดกระจายสินค้า เพื่อประหยัดค่า Delivery
รูปแบบร้านจะปรับไปตามสถานที่และลูกค้า บางแห่งมีที่นั่ง บางแห่งไม่ต้องมี เป็นต้น
จำนวนพนักงานประจำก็จะลดลง แล้วจ้าง Outsource สำหรับงานที่ไม่ใช่จุดเด่นจุดขาย
และต้องหาวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูล

ตอนนี้หลายแบรนด์มีข้อมูลลูกค้าเยอะมาก แต่เปลี่ยนเป็นโอกาสขาย ไม่ได้
ข้อมูลเหล่านี้มีต้นทุนนะครับ ทั้งต้นทุนในการได้ข้อมูลมาและต้นทุนในการดูแลจัดเก็บ
ข้อมูล ก็เหมือน น้ำมันดิบ ถ้ากลั่นไม่เป็นก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้

เทรนด์ที่สี่คือ เยอะไปก็ไม่ดี
ที่ผ่านมาแบรนด์ มักออกสินค้าหลายรุ่น หลายรส เพื่อเป็นทางเลือกลูกค้า
แต่ว่า ในความหลากหลาย ก็ทำให้ต้นทุนบานปลาย
ต่อจากนี้ แบรนด์จะต้อง Narrow down ลดรุ่น รส หรือขนาด เพื่อลดต้นทุนในการบริหารสต๊อก
แต่ก็ต้องระวัง หากลดเหลือน้อยเกินไป ลูกค้าไม่มีทางเลือก ก็หันไปซื้อยี่ห้ออื่น
หากใช้ข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์ให้ดี ก็จะได้คำตอบว่า ความพอดี อยู่ตรงไหน
หากสำรวจลูกค้า วิจัยให้ดี ก็จะรู้ว่า ควรมีสินค้าใหม่ บ่อยแค่ไหน
.
โลกธุรกิจ อยู่ในมือลูกค้ามานานแล้ว
และลูกค้า ก็อยู่ในมือความไม่แน่นอน (โรค, สิ่งแวดล้อม, การเมือง) มานานแล้วเช่นกัน
ดังนั้น คนทำธุรกิจ จึงควรสนุกไปกับ การบริหารความเสี่ยง
.
ที่มา: บางส่วนเป็นเนื้อหาจากบทความ Global retail trends 2020 ของ KPMG
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส


#clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #โควิด #covid #delivery #retailtrend #trend #retail