เรื่องทั้งหมดโดย clookclick

ความศรัทธามีเวลาสั้นลง

ผลงานของทีมลิเวอร์พูลที่ไม่ชนะใคร 4 นัดติดต่อกัน (ก่อนจะกลับมาชนะสเปอร์สในคืนวันที่ 28 มค.) ทำให้กองเชียร์ออกอาการไม่พอใจ
บางคนถึงกับโมโหอยากให้เปลี่ยนโค้ช กะแค่ทีมไม่ชนะ 4 นัด ทั้งที่ ผจก คนนี้นำทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

ส่วนหนึ่งเพราะกองเชียร์เคยชินกับชัยชนะ และความสำเร็จ
ในทุกธุรกิจ ลูกค้าจะเป็นแบบนี้

ความเคยชินเป็นเหมือน ดาบ 2 คม
ด้านหนึ่งจะทำให้ลูกค้าติดใจแบรนด์ ยากที่จะถูกคู่แข่งแย่งไปได้
แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อลูกค้าเคยชิน ก็จะคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน ถ้าแบรนด์เคยให้อะไรเป็นประจำ เมื่อยกเลิกก็จะถูกลูกค้าโวยวาย

คำพูดให้สัมภาษณ์ของ เจอเก้น คล็อป ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล
“โลกเราปัจจุบันนี้ สูญเสียความเชื่อและศรัทธาเร็วเกินไป”
เป็นข้อเตือนใจให้คนทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ในโลกธุรกิจ เราเห็นลูกค้าบ่นแบรนด์บ่อยๆในโซเชียลมีเดีย
มีทั้งแบรนด์ที่ทำพลาดจริง และมีทั้งลูกค้าคาดหวังจากแบรนด์มากขึ้น
นักวิจัยตลาดที่อยู่กับข้อมูล ดัชนีความผูกพันลูกค้า จะรู้ว่า ดัชนีนี้ ยากที่จะเพิ่มขึ้น เอาแค่ไม่ให้ลดลงก็เหนื่อยแล้ว

ลูกค้าเอาใจยากขึ้น เปลี่ยนใจเร็วกว่าเดิม เป็นมนุษย์อารมณ์
นี่คือความจริงที่คนทำธุรกิจต้องยอมรับและหาทางรับมือ

ถ้าจะหาทางออกสักทางในเรื่องนี้ คำพูดของเจเค (ชื่อย่อที่นักข่าวใช้เรียก เจอเก้น คล็อป) ก็น่าสนใจไม่น้อย
“ทุกอย่างดีเลิศได้ และทุกอย่างห่วยแตกได้ในวินาทีถัดมา การรักษาสมดุลระหว่างสองฝั่งนี้ คือเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่จะพยายาม”

ครับ! หน้าที่ของเรา ผู้ประกอบการทั้งหลาย ต้องพยายามทำทุกวันให้ดีขึ้น
คิดเพียงเท่านี้ ทำให้ได้ตามนี้ ก็เยี่ยมแล้ว

ใช้กลิ่นทำการตลาด แบบ Singapore Airline

งานวิจัยของ แอนโทนี่ ดามาซิโอ เจ้าของหนังสือ The Feeling of What Happens: Body and Emotion in the Making Consciousness บอกเราว่า มีหลายอย่างที่ทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้น แต่ที่ส่งผลมากสุดคือ ‘กลิ่นหอม’

กลิ่นหอมช่วยทำให้อารมณ์ของคนเราดีขึ้น 75%
หลายแบรนด์จึงใช้กลิ่นมาช่วยในการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ไม่ใช่แค่โรงแรม

ในปี 1998 สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ได้แนะนำน้ำหอมกลิ่นพิเศษให้เป็นที่รู้จัก
ชื่อว่า Stefan Floridian Waters

เป็นน้ำหอมที่ออกแบบเป็นการเฉพาะให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่มีต่อสิงคโปค์แอร์ไลน์
โดยใช้เป็นน้ำหอมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ผสมไว้กับผ้าขนหนูที่บริการก่อนขึ้นเครื่อง หรือซึมอยู่ในเครื่องบินทุกลำ

กลิ่นหอมนี้ได้จดสิทธิบัตรไว้ และก็กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของสิงคโปร์แอร์ไลน์

เป็นกลิ่นที่อธิบายยาก บ้างก็ว่าเป็นกลิ่นอ่อนๆที่อธิบายถึงความเป็นเอเชีย แต่สำหรับนักเดินทางแล้ว เมื่อได้กลิ่นแบบนี้ก็จะนึกถึงสิงคโปร์แอร์ไลน์ทันที

สิงคโปร์แอร์ไลน์มีความโดดเด่นด้านบริการ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่แยกตัวจาก มลายาแอร์เวย์ในปี 1972
พนักงานต้อนรับที่สวยโดดเด่น เกิดจากการคัดเลือกผู้สมัครหญิงอย่างเข้มข้น เพราะลูกเรือต้องมีอายุไม่เกิน 26 ปี ต้องมีรูปร่างที่สามารถสวมเครื่องแบบที่มีขนาดเดียวได้พอดี
พวกเธอต้องมีความงามเทียบได้กับนางแบบที่ปรากฎในโฆษณา พวกเธอได้รับการฝึกให้ต้องดูเป็นแบรนด์
การแต่งหน้าส่วนผสมของสีที่ใช้มีเลือกสองโทน เพื่อให้กลมกลืนกับสีของแบรนด์สิงคโปร์แอร์ไลน์

สายการบินนี้มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า แม้แต่คำประกาศของกัปตันก็มีบริษัทโฆษณาเป็นผู้เขียนบท

ความเนี๊ยบ ถูกเพิ่มด้วยการใช้กลิ่นในการสร้างแบรนด์
ยิ่งทำให้สายการบินนี้ หนีห่างคู่แข่งไปอีกขั้น

credit ภาพ: thenationalnews.com

วิกฤตกับธุรกิจ

วิกฤตเป็นของคู่กับธุรกิจ
เป็นตัวทดสอบความสามารถของผู้บริหาร

การนำพาองค์กรฝ่าวิกฤตไปได้ นอกจากองค์กรจะอยู่รอด พนักงานจะยิ่งเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำ
วิกฤตทุกครั้ง เราจึงเห็นภาวะผู้นำที่ชัดเจนกว่าภาวะปกติ
จะเรียกว่า สงครามสร้างวีรบุรุษ ก็ได้

เมื่อปี 1929 ทั่วโลกประสบปัญหาทางการเงิน ประเทศร่ำรวยอย่างญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย
ในตอนนั้น Konisuke Matsushita เพิ่งก่อตั้งบริษัท Matsushita Electric Industrial ได้ 10 ปี (ปัจจุบันคือ Panasonic)

วิกฤตในครั้งนั้นทำให้หลายบริษัทต้องเลิกจ้างงาน ผู้คนก็ตกงานจำนวนมาก
แต่สิ่งที่ Konisuke Matsushita เลือกคือ รักษาพนักงานทุกคนไว้ ไม่มีการเลิกจ้าง แถมยังจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม โดยมีข้อแม้คือให้ทำงานที่โรงงานเพียงครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันรวมทั้งวันเสาร์เขาให้พนักงานช่วยกันนำสินค้าในสต็อกไปขาย
ของที่ขายเป็นสินค้าคุณภาพดีและเมื่อพนักงานไปขายโดยตรงก็ยิ่งขายราคาถูกได้กว่าผ่านตัวแทน

นโยบายของ Konisuke Matsushita เป็นการสร้างกำลังใจให้พนักงาน
เมื่อไม่มีความกังวล กลัวตกงานเหมือนเพื่อนที่อยู่โรงงานอื่น ก็มีสมาธิมุ่งมั่นกับงานตั้งหน้าได้เต็มที่

ทำให้ขายสินค้าได้หมดสต็อกภายใน 2 เดือน และบริษัทของเขาก็เริ่มกลับมาผลิตตามปกติได้ในเวลาไม่นาน แถมยังมีออเดอร์เข้ามาจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน

ขณะที่บางบริษัทเลือกวิธีเลิกจ้าง ต้องประสบกับปัญหาขาดทุนต้องปิดกิจการ
.

ในสถานการณ์ปกติ สินค้าและบริการคือตัวตัดสินว่าธุรกิจไหนเจ๋ง
แต่ในวิกฤต พนักงานคือ ปัจจัยที่จะพาองค์กรให้รอด

อ้างอิง: หนังสือ Japan Success แปลโดย พิชชารัศมิ์ Marumura

เพราะสุขจึงสำเร็จ

ความสุขกับความสำเร็จ อะไรมาก่อนกัน
แวบแรกผมก็ตอบว่าเป็น ความสำเร็จ
คิดแบบนี้เชียร์กีฬา เมื่อทีมชนะ เราจะมีความสุข

คุยกับเพื่อนๆก็ได้คำตอบในทางเดียวกัน
ยิ่งถ้าถามคนรุ่นก่อน ชาว Gen Baby Boom จะได้คำตอบชัดเจนมาก

“ลื้อต้องมีความอดทน มันจึงจะสำเร็จ
แล้วพอลื้อประสบความสำเร็จ ลื้อจึงจะมีความสุข”

สูตรความสุข จึงกลายเป็น
ความทุกข์(ในวันนี้) ทำให้สุข(ในวันข้างหน้า)

หากเทียบความสุขกับความสำเร็จ
เป็นโลกกับพระจันทร์ ที่มีแรงดึงดูดระหว่างกัน
คน Gen Baby Boom เชื่อว่า
โลกคือความสำเร็จ
และพระจันทร์คือความสุข (ที่โคจรรอบโลก)

แต่การวิจัยของ Shawn Achor ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลกว่า 12 ปี กลับเฉลยความจริงที่แตกต่างออกไป
เขาพบว่า แท้จริงแล้ว
โลกคือความสุข
พระจันทร์คือความสำเร็จ

คนที่มีความสุข จะทำให้งานประสบความสำเร็จได้ดีกว่า คนไม่มีความสุข
นั่นเพราะคนที่มีความสุข จะมีมุมมองต่อปัญหา ที่ต่างจากคนมีความทุกข์

เมื่อเจอปัญหา คนมีความสุข ระบบสมองส่วนอะมิกดาลา จะสั่งการแตกกต่างจากคนที่เป็นทุกข์
อีกทั้งคนมีความสุขจะมีความคิดสร้างสรรค์ดีกว่าด้วย

ถึงตรงนี้ทำให้ผมฉุกคิด
มิน่า! บางวันที่ไม่เครียดมาก ไม่ยุ่งมาก หรือได้ไปนั่งทำงานในร้านกาแฟบรรยากาศดีๆ สมองลื่นไหลคิดงานออก
แต่ช่วงระดมสมองในห้องประชุม กลับตื้อๆ คิดงานไม่ออก

สอดคล้องกับผลวิจัยของ Gallup พบว่า บริษัทที่พนักงานมีความผูกพันสูง จะมีผลประกอบการที่ดีกว่าบริษัทที่พนักงานมีความผูกพันต่ำ

การบริหารงานให้พนักงานมีความสุขจึงเป็นเทรนด์การบริหารบุคคลยุคใหม่ ที่ธุรกิจต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน
บริษัทที่พนักงานมีทัศนคติเชิงบวก จะช่วยองค์กรฟันฝ่าอุปสรรคไปได้

หลักการง่ายๆหากบริษัทให้ความสำคัญกับความสุขพนักงาน พนักงานก็จะคิดสร้างสรรค์งานใหม่
อยู่ในบริษัทก็ไม่ใช้คำพูดเชิงลบ บรรยากาศการทำงานก็จะดี
แค่ไม่มัวแต่นินทาบริษัทก็ประหยัดเวลาได้เยอะเลยครับ

อ้างอิงข้อมูล : หนังสือ The Happiness Advantage, Shawn Achor.

ลองทำซ้ำแค่ 21 วัน

มีใครคิดว่าช่วงนี้พฤติกรรมเปลี่ยนไปบ้าง
…ต้องเข้าครัวทุกวัน
…ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยต้นไม้ทุกวัน
…ต้องกดโค้ดส่วนลดทุกวัน
หลายอย่างเป็นพฤติกรรมใหม่จนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
Dr.Maxwell Maltz แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง พบว่าหลังศัลยกรรมแล้ว คนไข้ส่วนหนึ่งไม่เห็นว่าตนเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยังคิดว่าสวยไม่พอ จึงไม่มีความสุขกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันคนที่สูญเสียแขนขา ยังคงรู้สึกว่าตัวเองมีแขนขาเป็นปกติแต่บังคับไม่ได้ กลายเป็นความเจ็บปวดทรมาน

อาการแบบนี้ใช้เวลารักษาอย่างน้อย 21 วัน ก็จะดีขึ้น เพราะสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิต
แนวคิดนี้ถูกเขียนและเผยแพร่ในปี 2503 หรือ 60 ปีที่แล้ว ในชื่อทฤษฎีนิสัย 21 วัน(21-Day Habit Theory) ซึ่งระบุว่า การกระทำจะกลายเป็นนิสัยได้เมื่อมีการกระทำต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นเวลา 21 วัน

ใจความสำคัญของทฤษฎีนี้คือ การสร้างภาพจำขึ้นในจิตใจ(Self image) เราต้องเชื่อว่าเราเป็นคนอย่างนั้น เราจึงจะเปลี่ยนแปลงและเป็นอย่างนั้นได้จริง

แม้ทฤษฎีนี้ไม่ใช่ วิธีการสร้างนิสัยโดยตรง แต่เป็นการสร้างภาพจำขึ้นมาให้หัว
แต่ภาพจำนี่แหละเมื่อเราทำซ้ำถึงจุดหนึ่ง จะกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ

ทฤษฎีนี้ถูกนำมาใช้ในเรื่องการสร้างนิสัยใหม่ๆ โดยพยายามทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที และให้ทำต่อเนื่อง 21 วัน เช่น การฝึกนั่งสมาธิ การออกกำลังกาย การฝึกภาษาใหม่ๆ

การจะทำสิ่งใหม่ๆติดต่อกัน 21 วัน มันไม่ง่าย หากให้คิดเองทำเอง คงมีล้มเลิกกลางคัน
แต่สถานการณ์โควิด บังคับเราให้ทำในสิ่งใหม่เป็นเวลาต่อเนื่องนานกว่าทฤษฎีของ Dr.Maltz เสียอีก
ดังนั้นจึงฟันธงได้ว่า จากความเคยชิน จะสร้างนิสัยใหม่ได้แน่นอน

ผู้ประกอบการที่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในช่วงนี้ แม้จะตั้งใจให้เป็นเหตุการณ์ ‘ชั่วคราว’ แต่ก็ไม่แน่นะครับ
นี่อาจเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ เพราะลูกค้าเคยชินไปแล้วนั่นเอง

หลังโควิดโลกธุรกิจจะไม่เหมือนเดิม
เพราะลูกค้าได้ชินกับพฤตกรรมใหม่ไปแล้วนั่นเอง