คลังเก็บหมวดหมู่: Consumer Insight

Text insight คืออะไร

สิ่งใดมีเยอะ สิ่งนั้นจัดการยาก สิ่งนั้นหาความหมายยาก
แหม่! ขึ้นต้นเหมือนเป็นปรัชญา แต่ที่จริงผมอยากแค่อยากอธิบายความหมายของ Text insight ให้เห็นภาพ
จะว่าไป Text insight อยู่กับเรามาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เราหัดอ่านหัดเขียน
เพียงแต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้เรา มีปริมาณ Text มากขึ้น
พอเห็นว่ามีเยอะ เราก็อยากรู้ว่า จะสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง
นั่นเป็นที่มาของการ อยากหาความหมาย
.
ต่างจาก Text mining, Text Analysis, Text Analytic อย่างไร?
ใครเคยได้ยินคำว่า Text mining, Text Analysis, Text Analytic
แปลว่า คุณอยู่ในเรื่องเดียวกันนี่แหละ แต่คำศัพท์ที่ต่างกัน เกิดจาก รายละเอียด วิธีการ และจุดประสงค์ที่ต่างกัน
3 คำนี้ อาจเน้นไปที่วิธีการ
แต่ Text insight เน้นหาความหมาย(เชิงลึกที่ซ่อนอยู่) เพื่อเอาไปใช้งานต่อ
ในเชิงธุรกิจ ก็คือหาโอกาสใหม่ๆ หาจุดปรับปรุง
ในเชิงสังคม ก็คือหาประเด็นปัญหาที่ต้องควรยกระดับให้สังคมน่าอยู่
.
นำไปใช้ทำอะไร?
การทำ Text insight ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนครับ
ไม่อย่างเน้นจะเป็นการเล่นสนุกกับข้อมูล
ผมไม่ไดหมายความว่า ห้ามเฉไฉนอกเรื่อง แต่การวิเคราะห์ข้อมูลต้องมีจุดประสงค์ก่อน แล้วระหว่างการวิเคราะห์อาจพบประเด็นอื่นที่น่าสนใจกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

โดยทั่วไป การทำ Text insight ก็เพื่อ
• ปรับปรุงสินค้าให้ดีขึ้น
• ผลิตสินค้าใหม่
• ปรับปรุงการขาย บรรยากาศร้าน
• ขั้นตอนการขาย
• การบริการลูกค้า
• บริการหลังการขาย
• ปรับปรุงการสื่อสาร ใช้ทำ Content marketing
จำง่ายๆครับ Text insight เอาไปตอบโจทย์ 4P (Product, Process, Place, People) ของการทำธุรกิจได้หมดเลย
.

ข้อมูล Text มาจากไหน?
มาจากทุกที่ทุกแห่งเลยครับ ผมไม่ได้ตอบกวนโอ๊ยนะ แต่จริงๆเป็นแบบนั้น
ถ้าจะสรุปแหล่งที่มาของข้อมูล
• จากการวิจัยลูกค้า พวกคำถามปลายเปิดทั้งหลายนั่นแหละครับ
• จากการโทรมาร้องเรียนทาง Call center อันนี้บริษัทกลางถึงใหญ่น่าจะมี
• จากอีเมล หรือจดหมาย
• จากรีวิวใน Social media ต่างๆ
• จากคอมเม้นท์ใต้โพสต่างๆ
• จากกระทู้ในเวบบอร์ด
• จากข้อความใน Chat bot ที่เอาไว้โต้ตอบลูกค้า
• จากการบันทึกของพนักงานร้าน เมื่อลูกค้ามาร้องเรียนที่ร้าน

สรุป ทุกช่องทางสามารถเป็นแหล่งข้อมูลได้หมด
แต่การเลือกว่าจะใช้ช่องทางไหน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เพราะข้อมูลจากคนละช่องทางก็สะท้อนความหมายต่างกัน
เช่น คุณสมหญิง ไม่พอใจการบริการ แล้วส่ง inbox มาร้องเรียน ในขณะที่คุณสมชาย ไม่พอใจบริการเหมือนกัน แต่โพสใน พันทิพ
สองกรณีนี้รู้ได้เลยว่า ลูกค้า Engage กับแบรนด์ไม่เท่ากัน
.

จะหา Insight ได้อย่างไร?
ถ้ามีข้อมูลพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ไม่ยากเท่าไร
เทคนิคง่ายๆที่ผมอยากแนะนำ คือ ใช้โปรแกรมเพื่อช่วยลดภาระงาน แล้วที่เหลือเป็นหน้าที่ของ เจ้าของเจ้าธุรกิจ/นักการตลาด/นักวิเคราะห์ ในการ “เอ๊ะ!”
“เอ๊ะ!” เป็นงานที่สำคัญมากในการหา insight
ใครเอ๊ะเก่ง ก็จะพบโอกาสใหม่
เช่น เอ๊ะ! ทำไมลูกค้าอยากรู้เรื่องคุณสมบัติมากกว่าราคา เอ๊ะ! ทำไมเวลาลูกค้าบอกว่าบริการดี ต้องมีคำว่ายิ้มแย้ม เอ๊ะ!ทำไมลูกค้าไม่บ่นเรื่องช้า รอนาน

โปรแกรมที่ช่วยลดงาน ผมแนะนำโปรแกรมติดเครื่องที่มีอยู่ทุกคนคือ excel ครับ
ส่วนตัวช่วยในการ เอ๊ะ ก็คือ Word filter
ซึ่งเป็น คำที่กรองข้อมูล
จินตนาการเหมือนเครื่องกรองน้ำครับ filter จะช่วยดักจับเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป

ข้อมูล Text ก็เช่นกัน
Word filter จะช่วยคัดเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ทำให้ Big data กลาย Smart data

จากประสบการณ์ที่ผมเคยได้ Filter ข้อมูลไม่ต่ำกว่าแสนรายการ
สรุปได้ว่า Filter ที่ธุรกิจควรมี ประกอบด้วย
• คำกรองทั่วไป (General Filter)
• คำกรองเฉพาะธุรกิจ (CVP Filter)

คำกรองทั่วไป เช่น คำว่า ชอบ, บริการดี, อยากไปอีก, ต้องมาซ้ำ, แย่มาก, ห่วย เป็นต้น
คำกรองเฉพาะธุรกิจ เช่น คำว่า เปรี้ยว สำหรับธุรกิจแฟชั่น อาจเป็นคำชม แต่สำหรับธุรกิจภัตตาคาร อาจเป็นการบ่น

ฟังดูเหมือนยาก
แต่หากลองได้ทำดูจะรู้ว่า มันสนุกครับ
เหมือนเรากำลังผจญภัยไปในทุ่งข้อมูล ค่อยๆหาคำ เปลี่ยนคำ เติมคำ แล้วจะได้ไอเดียใหม่ที่คาดไม่ถึง
.
ภาพจาก Pexels.com
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส
clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #textinsight #insight #bigdata #smartdata

กลยุทธ์ หยุดลูกค้าดิจิทัล

การตลาดดิจิทัล(Digital marketing)คำนี้ดูมีเสน่ห์เหลือเกิน ใครๆก็สนใจ ทำเป็นหนังสือก็ขายดี จะจัดสัมนาก็เต็มทุกรอบ แล้วมันคืออะไรเหรอ ฟังจากผู้รู้หลายท่านก็ไม่ตรงกันเสียทีเดียว บ้างก็บอกให้ไปศึกษาเรื่องเทคโนโลยีเรื่องดิจิทัลให้เยอะต้องตามให้ทัน บ้างก็ว่าให้มองดิจิทัลเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เสาหลักที่ต้องเกาะเสมอไป

เหมือนถูกลากให้ไปทางซ้ายที ทางขวาที
ไหนๆก็จะงงอยู่แล้ว
ลองมาอ่านบทความนี้ เผื่อจะดีขึ้น (หรือไม่ก็งงกว่าเดิมไปอี๊ก)

เรื่องที่จะเล่าไม่ใช่ การตลาดดิจิทัล แต่จะพูดถึง กลยุทธ์การตลาด ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่า การตลาดดิจิทัลเสียอีก
ซึ่ง Steven Belleghem ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Customer The Day After Tomorrow (แหม่ ชื่อเหมือนกับหนังฮอลลีวูด เลยทีเดียว)
เขามองว่า ธุรกิจจะอยู่รอดในยุคหน้า ต้องมี 4 กลยุทธ์นี้
…Marketing for machines
…Non-comparable products
…Finding new maker of trust
…A human touch

กลยุทธ์ที่หนึ่งคือ Marketing for machines น่าจะแปลว่าการตลาดผ่านเครื่อง
อันนี้เพราะเดี๋ยวนี้มักจะมี ‘เครื่อง (Machine)’ เป็นตัวกลางคั่น คนจะปฏิสัมพันธ์กับเครื่องในการซื้อของ
เช่น อยากได้อะไร สนใจอะไร ยังไม่ได้เดินไปที่ร้านหรอก ขอหยิบสมาร์ทโฟนมาค้นในกูเกิ้ลก่อน

ตัวกลาง นอกจาก google แล้วก็อาจจะเป็น online shopping app, social media เหล่านี้ก็คือ ‘เครื่อง(Machine)’ ซึ่งมีกลไกการทำงานที่เป็นอัลกอริธึม สามารถจดจำ และนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้งาน
นักการตลาดต้องรู้ และเข้าใจกระบวนการทำงานของมัน เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องเหล่านี้ ให้สามารถนำเสนอสินค้าหรือข้อมูลได้ตรงใจกับลูกค้า
เช่น เวลาค้นหาสินค้าราคาถูก ทำไมระบบการค้นหา(Search engine) จึงแสดงสินค้าบางรายการบางยี่ห้อ แต่บางยี่ห้อไม่มีอยู่ในลิสต์ การเข้าใจอัลกอริธึมเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นก็จะออกแบบส่วนผสมการตลาด (Marketing mix) ไม่ตรงใจผู้บริโภค

กลยุทธ์ที่สองคือ Non-comparable products คือการสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่มีสินค้าใดมาเทียบหรือแทนได้
อันนี้เราคุ้นกันมานานแล้ว
รู้แต่ทำยากมาก
สิ่งที่แนะนำคือ ถ้าทำต่างจากคู่แข่งไม่ได้ทั้งหมด ให้ใช้วิธีทำเหมือนในพื้นฐานแล้วเพิ่มความต่างในบางจุด
เช่น TikTok แอพโซเชียลมีเดีย ที่ชูคอนเท็นท์เป็นโซเชีลยมีเดียเพลง ต่างจากรายอื่น ซึ่งก็มีลูกค้าติดใจ ใช้งานกว่า 200 ล้านคน
หรือ ประกันภัยรถยนต์ของ Centraal Beheer ที่ให้ลูกค้าเลือกซื้อออปชั่นเพิ่ม 3.23 ยูโรต่อเดือน เมื่อเกิดเหตุรถเสีย เพียงกดปุ่มแจ้งในแอพมือถือ ก็จะมีหน่วยซ่อมเข้ามาช่วยเหลือทันที เป็นต้น

เน้นอีกที การทำสินค้าให้แตกต่าง อาจไม่จำเป็นต้องต่างทั้งหมด สินค้าบางอย่างอาจมีพื้นฐานเหมือนสินค้าคู่แข่ง แต่การเพิ่มออปชั่นบางอย่างที่เลียนแบบอยาก และตรงใจลูกค้า ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี

กลยุทธ์ที่สามคือ Finding new maker of trust นักการตลาดต้องรู้ว่าลูกค้ายุคนี้เขาเชื่ออะไร? เชื่อใคร?
การให้ดาราหน้าตาดี มายืนถือสินค้า พูดจาน่าฟัง ลูกค้าอาจไม่เชื่ออีกแล้ว
และบางที ทีวีก็อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
งานใหม่ของนักการตลาด คือต้องหาผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ(Influencers)ให้เจอ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเฉพาะทางที่เก่งสุดๆ ทั้งนักรีวิว นักเขียนบล็อก

กลยุทธ์ที่สามคือ A human touch การบริการโดยคนยังสำคัญเสมอ
ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว สิ่งใดมีน้อยสิ่งนั้นมีค่า(Law of scarcity) เพราะเมื่อมีอยู่น้อย คนอยากได้ก็ต้องจ่ายแพงขึ้น นี่คือกลไลพื้นฐานการทำงานของดีมานด์ซัพพลาย
และในอนาคตสิ่งที่หายากคือ การปฏิสัมพันธ์กับคนเพราะหลายธุรกิจจะนำหุ่นยนต์เข้ามาแทน ดังนั้น การให้บริการโดยพนักงานจะกลายเป็นของหายาก

อ้าว! ไหนว่าให้ใช้เทคโนโลยี
คืออย่างนี้ครับ ก่อนอื่นต้องตอบคำถามให้ได้ว่า งานแบบไหนที่มนุษย์เราทำได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ และงานแบบไหนที่คอมพิวเตอร์ทำได้ดีกว่า ซึ่งจะช่วยให้เราแยกออกว่า ใครมีจุดแข็งเรื่องอะไร

Steven Belleghem สรุปไว้ว่ามี 3 เรื่องที่มนุษย์แตกต่างและไม่มีทางที่ระบบอัตโนมัติจะทำได้ นั่นคือ
ความเห็นอกเห็นใจ(Emphaty) ความทะเยอทะยาน(Passion) และความคิดสร้างสรรค์(Creativity)
และนี่คือสิ่งที่พ่อแม่ควรใส่ใจ เป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับ เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกที่แปรปรวน

สังเกตไหมว่า ไม่มีเรื่องความฉลาด ก่อนหน้านี้อาจถกเถียงกันว่ายังไงเสียมนุษย์ก็ฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อการแข่งขันหมากล้อมที่แชมป์โลกต้องพ่ายให้กับ AlphaGo ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ ก็แทบจะหมดข้อถกเถียงเรื่องความฉลาด

แปลว่า ธุรกิจควรใช้คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์อะไรก็ตาม มาช่วยในการผลิตสินค้าและให้บริการ แต่ถ้าจะสร้างความแตกต่างต้องใช้จุดเด่นของคนใน 3 เรื่องนี้นะ!

อย่าาาาาาาาา……………….เพิ่งเชื่อครับ ลองคิดดูก่อน
คุณเอารถไปเช็คระยะที่ศูนย์บริการเดิม เพราะอะไร?
คุณกินกาแฟร้านประจำ เพราะอะไร?
ทำไมถึงชอบนั่งสายการบินนี้?

Photo by Jezael Melgoza on Unsplash

เทรนด์ 2019

สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน หลังจากพักผ่อน ชาร์ตแบตเต็มที่ก็ได้เวลามาลุยงานกันต่อ ปีนี้ปีหมู แต่ไม่รู้ง่ายเหมือนชื่อหรือเปล่า ต้องมาลุ้นกัน ขอเริ่มปีด้วยการจับเทรนด์

เทรนด์ผู้บริโภคปี 2019 ที่บริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง Mintel สรุปไว้น่าสนใจ มีอยู่ 6 เทรนด์ด้วยกัน ตามนี้เลย

  1. สุขภาพดีในองค์รวม (Total Wellbeing)
  2. พร้อมเผชิญกับความท้าทายแปลกใหม่ (Challenge Accepted)
  3. มองมุมใหม่กับปัญหาพลาสติก (Rethink Plastic)
  4. การแสดงตัวในโลกออนไลน์ตลอดเวลา(On Display)
  5. สถานการณ์โดดเดี่ยวจากสังคม(Social Isolation)
  6. นิยามใหม่ของวัยผู้ใหญ่(Redifinding Adulthood)

สุขภาพดีแบบองค์รวม (Total Wellbeing)
เรื่องสุภาพเดี๋ยวนี้ผู้บริโภคทำตัวราวกับว่าร่างกายของตัวเองเป็นระบบนิเวศน์ระบบหนึ่ง ที่ต้องมีเซ็นเซอร์ตรวจจับหาความบกพร่องหาจุดไม่สมบูรณ์

เซ็นเซอร์ที่นำมาใช้ตอนนี้คือเฟรนด์วอชท์ หรือนาฬิกาเพื่อน แฮร่!!! ไม่ใช่ครับ
สมาร์ทวอชท์ต่างหาก นาฬิกาอัจฉริยะที่เริ่มฮิตแม้บางคนจะใส่เพราะเป็นแฟชั้น แต่นี่เป็นพื้นฐานที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น

ในอดีตมีเพียงหมอหรือพยาบาลเท่านั้นที่รู้ข้อมูลสุขภาพของเรา แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนสามารถรู้ได้ เพราะอุปกรณ์ราคาไม่แพงนักหลักพันบาทก็มี ประโยชน์ของข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่บอกสภาพร่างกาย แต่

ข้อมูลยังจูงใจให้คนหันมาออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพมากขึ้นแถมในอนาคตจะมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีก อาทิ อุปกรณ์เซ็นเซอร์ผิว ที่เป็นเพียงแผ่นบางๆติดบนผิวหนัง หรือแม้แต่แคปซูล ที่ฝั่งอยู่ใต้ผิวหนัง
ไม่อยากเลยถึงตอนนั้น จะต้องพกต้องฝังอะไรบ้าง
.

พร้อมเผชิญกับความท้าทายแปลกใหม่ (Challenge Accepted)
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ เช่นการประท้วง หรือแสดงความไม่เห็นด้วย เรื่องใหญ่ระดับโลก เช่นรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องส่วนตัว เช่นตั้งเป้าลดน้ำหนักจาก 140 เหลือ 50 กิโล (ตั้ง ไปทำไมขนาดนั้น)

ซึ่งผู้บริโภคเดี๋ยวนี้มักแสดงออกมากขึ้น และเป็นการแสดงออกแบบจัดเต็ม เหมือนจะส่งพลังต่อไปให้เพื่อนๆที่เข้ามาเห็น

การมีโซเชียลมีเดียทำให้ผู้บริโภคได้รับแรงบันดาลใจแทบทุกครั้งที่ดู จนบางทีก็แยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่ถูกแชร์ต่อๆกันมา กับเป้าหมายที่เราถูกท้าทาย แต่อย่างไรเสียเมื่อได้เห็นคลิ ปหรือข้อความเหล่านั้น มันจะกระตุ้นให้อยากลองทำ อยากลองออกจากกรอบเดิมๆ และนี่เป็นช่องที่แบรนด์สินค้าต่างๆจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภค
.

มองมุมใหม่กับปัญหาพลาสติก(Rethink Plastic)
ผู้บริโภครับรู้มานานแล้วว่าพลาสติกจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต รู้ว่าเป็นขยะที่กำจัดยากและใช้เวลานาน รู้ว่าถ้าสัตว์กินเข้าไปจะทำให้เสียชีวิต

ผลกระทบในทางลบไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่การมีโซเชียลมีเดียทำให้เหตุการณ์เลวร้ายจากขยะพลาสติกได้รับการตระหนักมากขึ้น ภาพปลาวาฬหรือเต่าทะเลที่ตายเพราะกินพลาสติกถูกส่งต่อๆกันในโลกออนไลน์ ถึงตอนนี้ก็กลายเป็นวาระของโลกไปแล้ว

แสดงตัวในโลกออนไลน์ตลอดเวลา(On Display)
การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียในช่วงแรกๆ ผู้คนยังเหนียมอาย โชว์เฉพาะรูปสวยแต่เดี่ยวนี้เหรอ อะไรๆก็โชว์ เอะอะก็ไลฟ์

เพราะผู้บริโภคคุ้นกับโซเชียลมีเดีย
เมื่อคุ้น จะรู้สึกชิน
เมื่อชิน จะรู้สึกสนิท
เมื่อสนิท จะรู้สึกไว้ใจ

จนมีคนกล่าวว่า You are what you tweet
แบรนด์ไหนอยากรู้จักตัวตนลูกค้า ก็เข้าไปส่องได้
.

เทรนด์ที่ห้าคือ สถานการณ์โดดเดี่ยวจากสังคม(Social Isolation)
เพราะอินเตอร์เน็ตทำให้การติดต่อสะดวกง่ายดายขึ้น ทำให้ผู้คนหันสนใจแต่จะอัพสเตตัส จนลืมการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง

กลายเป็นว่า เจอกันในหน้าสกรีน มากกว่าตัวเป็นๆ นั่นเป็นเหตุให้ผู้คนสมัยนี้เริ่มเหงาและโดดเดี่ยวมากขึ้นเหมือนถูกกันออกจากสังคม นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการที่จะช่วยทำให้ชีวิตในโลกออนไลน์และออฟไลน์มีความสมดุล
.

นิยามใหม่ของวัยผู้ใหญ่(Redifinding Adulthood)
ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือเยาวชนเมื่อวันก่อน (พูดทำไม)
ผู้ใหญ่ในวันนี้ จะไม่เหมือนผู้ใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา
นั่นแปลว่าประสบการณ์ในการทำธุรกิจแบบเดิมจะใช้ไม่ได้ผลกับอนาคตอันใกล้นี้

เพราะ มุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไป มองว่าการทำงานไม่ใช่แค่ช่วงเวลา 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น
มองว่าเทคโนโลยีจะช่วยจัดการชีวิตให้ง่ายขึ้นได้ มองคุณค่าในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปไม่เน้นเป็นผู้ครอบครองแต่เน้นประสบการณ์ที่ได้รับมากกว่า

มิน่า คนสมัยนี้ชอบซื้อกิน 😉 (เกี่ยวมั๊ย)
.

Photo credit: Clark Young on Unsplash

อัพสเตตัส เอาไว้ขาย

เคยคิดกันไหมครับว่าการเล่นโซเชียลมีเดียมีประโยชน์อะไรบ้าง?
…ได้อัพเดทข่าวสารทันเหตุการณ์
…ได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานมาก
…ได้รู้ข่าวสารในอีกซีกโลกหนึ่งในแบบเจาะลึก
…ได้เห็นเบื้องหลังในบางวงการ
…ได้เม้าธ์และคอมเม้นท์คนอื่นอย่างสนุก อ่านเพิ่มเติม อัพสเตตัส เอาไว้ขาย

ตามหา Promoters กันเถอะ

หากเอ่ยชื่อแบรนด์ที่โดดเด่นในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ต้องมีชื่อ Apple ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ภาพของสตีฟ จ็อบส์ในวันเปิดตัวสินค้าใหม่บนเวทีที่สร้างตื่นเต้น เร้าใจ จนไม่น่าเชื่อว่าการขายอุปกรณ์ไอที จะมีชีวิตชีวายิ่งการละครบางเรื่องเสียอีก ภาพลูกค้าที่เข้าแถวรอยาวหลายร้อยเมตร บางพื้นที่มีการจับจองคิวข้ามคืน เป็นสองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในวงการธุรกิจ อ่านเพิ่มเติม ตามหา Promoters กันเถอะ