คลังเก็บหมวดหมู่: Entrepreneurs

เอาอะไรมาสร้างความแตกต่าง

“น้องๆสั่งอาหารด้วยครับ”
“พี่เอาข้าวกะเพราหมูตุ๋น สปาร์เก็ตตี้ผัดขี้เหมา แฮมชีสทรงเครื่อง”
“เดี๋ยวๆๆอย่าเพิ่งไป ยังสั่งไม่หมด แล้วก็เอาแกงเลียงด้วยหนึ่งที่”
“อ้าว ไม่จดรึ จะจำได้มั๊ยเนี่ย”
เจอผมทักแบบนี้ เด็กเสิร์ฟยื่นกระดาษกับดินสอแล้วบอกว่า “พี่จดเลยคะ” พร้อมทำท่าจะรีบไปบริการโต๊ะอื่น
ผมจึงเปลี่ยน “งั้น ทวนสิ ว่าพี่สั่งอะไรไปบ้าง”
พนักงานคนนี้จำได้หมดจำได้แม่น แต่ฟังจากสำเนียง ก็รู้ทันทีว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน
แรงงานกลุ่มนี้จะมีทักษะการจำดีมากครับ เพื่อชดเชยกับทักษะการเขียนที่พวกเขาไม่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ
จดไม่ได้ ก็ใช้วิธีจำแทน

หากเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนน ผมก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะเจอบ่อยๆ แต่นี่เป็นร้านอาหารใน Terminal 21 ห้างใหญ่ใจกลางกรุงเทพ
ไม่น่าเชื่อว่า แรงงานกลุ่มนี้ จะอัพเกรดได้เร็วขนาดนี้
หรือว่า แรงงานไทย หายากจริงๆ

แรงงาน จึงเป็นตัวกำหนดหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจทำธุรกิจแฟรนไชส์
เพราะแฟรนไชส์ มีการใช้พนักงาน หลายระดับแตกต่างกัน
…แตกต่างทั้งในด้านจำนวน
…แตกต่างทั้งในด้านทักษะ

จำนวน จะขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ หากเป็นร้านขนาดใหญ่ ก็ต้องพึ่งทีมงานร่วมสิบคน และหากเปิดทั้งวันทั้งคืน ก็ต้องมีทีมงานแยกตามผลัด
แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของตังค์ลงมือทำเอง ก็อาจเพียงหาลูกมือมาช่วย อีกสักคนสองคน
นั่นแปลว่า จะมีพนักงานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

ทักษะ จะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
…บางธุรกิจขายสินค้าที่จับต้องได้
…บางธุรกิจขายสินค้าที่มองไม่เห็น

สินค้าที่จับต้องได้ ก็มีความยากง่ายไม่เหมือนกัน
การอบรมพนักงานให้ชงเอสเปรสโซ่ได้อร่อย กลมกล่อม ย่อมใช้เวลานานกว่าการสอนอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ
การลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวให้นุ่มพอดี ก็ยากกว่าการขายน้ำจากตู้กด
ส่วนการทำเครป ต้องฝึกนานกว่า การปิ้งลูกชิ้น แน่นอน

แต่เมื่อร้านค้ามีเยอะ การแข่งขันสูงขึ้น แต่ละร้านก็พยายามยกระดับ จาก ‘สินค้าที่จับต้องได้’ ให้เป็น ‘สินค้าที่จับต้องได้แตกต่างจากร้านอื่น’ นั่นแปลว่าต้องเติมความแตกต่างลงไป
…เติมลงในสินค้า เป็นหน้าที่ของเจ้าของแฟรนไชส์ ที่จะต้องหาสินค้าใหม่ โดนใจตลาด
…เติมผ่านพนักงาน ตรงนี้เป็นงานของผู้ซื้อแฟรนไชส์ครับ บริการดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ในขณะที่สินค้าที่มองไม่เห็น จะยากไปอีกขั้น
การหาพนักงาน มาทำหน้าที่สอนหนังสือเด็กๆ ก็ต้องหาคนที่รักเด็ก และมีความอดทนสูง
คนสอนยิมนาสติก ก็ต้องมีพื้นฐานเฉพาะด้าน
คนสอนงานศิลปะ ก็ต้องมีความสามารถเฉพาะตัว
คนนวดน้ำมันในสปา ก็ต้องมีลีลาเฉพาะ
เออ! ลีลา นี่ผมหมายถึง ทักษะการสื่อสารกับลูกค้าครับ อย่าเพิ่งคิดเป็นอย่างอื่น
ต้องมีทักษะสื่อสาร ทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย ไม่กังวลในขณะใช้บริการ และที่สำคัญต้องทำให้ลูกค้าติดใจ อยากกลับมาใช้บริการอีก
.
ภาพจาก Pexels.com
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส
clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #service #servicedesign #retail #signature

อยากให้ลูกค้าประทับใจ ต้องใส่ความเนี๊ยบ

ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ห้างค้าปลีกระดับชั้นนำในบ้านเรา เคยกล่าวไว้ว่า Retail is detail
ความหมายก็ตรงตัวเลยครับ การทำธุรกิจค้าปลีกมีรายละเอียดให้ใส่ใจเยอะมาก โดยเฉพาะรายละเอียดงานที่ร้าน การมีสินค้าโดดเด่น ตกแต่งร้านสวยงาม ทำการตลาดเจ๋งเป้ง จ้างพรีเซ็นเตอร์ดังโฆษณา อาจไม่พอ ถ้าบริการที่ร้านไม่เนี๊ยบ บางทีความผิดพลาดนิดเดียว ทำให้ทุกอย่างพังได้

รู้ไหมครับว่าการบริการเรื่องใดที่ลูกค้ามักบ่นอยู่เสมอๆ
เรื่องฮิตๆคือกิริยามารยาทของพนักงาน และการคิดเงินทอนเงิน เป็นสองเรื่องที่ติดอันดับต้นๆ คนทำร้านค้าปลีกรู้ดี อาจมีเรื่องอื่นด้วย แต่อย่างไรเสียต้องมี 2 เรื่องนี้แน่นอน

เรื่องมารยาทพนักงาน หากทำได้ไม่ดี ลูกค้าจะมองว่า ไม่มืออาชีพ ไม่ให้เกียรติ
เรื่องคิดเงิน หากผิดพลาดขึ้นมา ลูกค้าจะมองว่า เจตนาโกง เอาเปรียบ เห็นแก่ได้
เป็นข้อหา 2 กระทง ที่ผู้ประกอบการต้องระวัง

สองเรื่องนี้ แม้ผู้ประกอบการจะอบรมพนักงานแต่ไหน ก็ยากที่ทำได้ Perfect เพราะการให้บริการที่ร้าน มีตัวแปรเยอะ มีปัจจัยเสี่ยงมาก

เคยคุยกับพนักงานที่เลือกทำงานในโรงงาน แทนที่จะสมัครร้านค้าหรือโรงแรม น้องเค้าบอกว่า ทำงานกับเครื่องจักรปวดหัวน้อยกว่าทำงานกับคน
คำพูดนี้ คงไม่เกินจริงนัก โดยเฉพาะคนที่มนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยเก่ง ไม่ชอบพูดคุย พบปะผู้คน

แต่อีกด้านหนึ่ง ผมก็เคยได้คำตอบจากน้องที่เลือกทำงานในห้าง เขาบอกว่า ชอบงานบริการ ได้แต่งตัวสวยๆ ได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้นำเสนอสินค้าดีๆ เวลาเห็นลูกค้ามีความสุขหรือกล่าวขอบคุณ ขอบใจ เราก็มีความสุขไปด้วย

หากร้านค้าไหน ได้พนักงานที่ชอบงานบริการ มีทัศนคติที่ดี อยากจะส่งมอบความสุขให้ลูกค้า ก็ถือว่าร้านนั้นโชคดี อบรมเพิ่มอีกหน่อย ก็รับมือลูกค้าได้ แต่ในชีวิตจริงของผู้ประกอบการ ไม่สามารถคัดเลือกพนักงานแบบนี้ได้เสมอไป บางคนทัศนคติไม่ได้แย่ แต่อาจไม่ถนัด ซึ่งหากเป็นลูกค้าทั่วๆไป ก็พอรับมือได้ แต่ถ้าเจอลูกค้าเขี้ยวลากดิน ลูกค้าขี้วีน พนักงานก็อาจสติหลุดได้เช่นกัน

แบรนด์ชั้นนำ เขาตระหนักเรื่องนี้กันครับ เขาจะไม่ปล่อยเรื่องบริการให้เป็นไปตามยถากรรม ตามมีตามเกิด
แต่…เขาจะออกแบบบริการ (Service design)

เบื้องต้นของ Service design ก็คือ ขั้นตอนการทำงานนี่แหละ (Service design มีมากกว่า work process ไว้ผมจะทะยอยนำมาเล่าในโอกาสถัดไป)
วันนี้ขอนำเสนอตัวอย่างหนึ่งของ ขั้นตอนการทำงาน ที่ช่วยป้องกันปัญหา
.
หากใครได้ดูข่าว เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ร้านชาย่านมีนบุรี มีลูกค้าคนหนึ่งไปซื้อชาเย็น โดยจ่ายแบงก์พัน จากนั้นพนักงานก็ทอนเงินตามปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ ลูกค้ามุบมิบหนีบแบงค์ 500 ไว้ใต้รักแร้ แล้วโวยวายพนักงานว่า ทอนไม่ครบ
จากคลิป ดูท่าว่าน้องพนักงานซึ่งเป็นเด็กพาร์ทไทม์จะเชื่อคุณป้าคนนี้ แต่แล้วเหมือนสวรรค์มีตา เงินที่หนีบไว้ก็ร่วงพื้น และน้องพนักงานก็เห็นพอดี
(คลิปข่าว https://www.facebook.com/thairath/videos/1790500064421355 )

ดูจากคลิปก็รู้ว่าลูกค้ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ และลูกค้าแบบนี้ก็มีอยู่ทั่วไป

ปัญหานี้มีวิธีแก้ครับ ด้วยขั้นตอนการทำงาน ที่ป้องกันไว้ก่อนได้
หากใครเคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น เราจะสังเกตเห็นขั้นตอนนี้ชัดเจนมาก นั่นเพราะที่ประเทศเขามีปัญหานี้มาก่อน
ขั้นตอนคือ เขาจะมีถาดเล็กๆ ไว้รับเงิน เวลาลูกค้าจ่ายเป็นแบงก์ พนักงานจะวางไว้บนถาดนี้ จะไม่เอาเข้าเก๊ะคิดเงินทันที เพื่อเป็นหลักฐานว่า รับเงินมาเท่าไร จากนั้น เมื่อคิดเงินเรียบร้อย พนักงานจะยื่นเงินทอนพร้อมใบเสร็จ ซึ่งในขั้นตอนนี้ พนักงานจะกรีดแบงก์เหมือนไพ่ เพื่อให้ลูกค้าเห็น จำนวนเงินทั้งหมด
บางร้านจะมีถาดอีกใบ แล้วพนักงานก็นับแบงก์ทีละใบ ให้ลูกค้าเห็น เช่น ทอน 800 ก็ค่อยๆวางแบงก์ 500 ตามด้วยแบงก์ 100 ทีละใบจนครบ 3 ใบ

เป็นการสร้างความโปร่งใส ให้ทั้งลูกค้าและพนักงาน
.
การออกแบบบริการ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
นอกจากจะลดดราม่า ป้องกันปัญหาระหว่างลูกค้าและพนักงานแล้ว
บริการที่ดี ยังมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายอีกด้วย
ถ้าไม่เชื่อ ลองบริการแบบแย่ๆสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า ยอดขาย หายไปแค่ไหน

ภาพจาก Pexels.com
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส

#clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #service #servicedesign #retail

Retail trend หลังโควิด

รู้สึกไหมครับว่า ในช่วงโควิด-19 เราทำงานอึดขึ้น ถึกขึ้น รีดศักยภาพตัวเองออกมาได้มากขึ้น หากเป็นนักกีฬา ตอนนี้ก็ใกล้เป็นตะคริวกันแล้ว แต่ถึงกระนั้นเราก็หยุดไม่ได้ คล้ายกับการวิ่งหนีเสือในป่า ภารกิจตอนนี้จึงอยู่ในโหมดหนีตาย Survival สุดๆ

แต่การหนีตาย ไม่ได้แปลว่า เราต้องวิ่งให้เร็วจนชนะเลิศ
มีคำคมกล่าวไว้ว่า ถ้าไม่อยากถูกเสือกิน ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วที่สุด ขอแค่วิ่งให้เร็วกว่าคนที่ช้าที่สุด เราก็ไม่ถูกกิน เพราะจะมีคนถูกกินไปแล้ว
ทำธุรกิจก็เช่นกัน ตอนนี้หากสามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์

เพื่อให้ปรับตัวได้ ไม่ถูกเสือกิน ผมมีเทรนด์มาเล่าสู่กันฟัง
นี่เป็นข้อสรุปเพียงไม่กี่ชิ้น ที่ทำขึ้นหลังโควิดระบาดทั่วโลก
งานของ KPMG ที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก บอกว่ามี 4 เทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ

เทรนด์แรก คือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่ค่อยๆพัฒนา จากสถานการณ์บีบบังคับ
นับตั้งแต่มีระบบตลาด มีการค้า มีร้านค้าปลีก นี่เป็นครั้งแรกในโลกที่ผู้บริโภคถูกบังคับให้อยู่บ้าน ห้ามออกไปไหน
วิถีดิ้นของผู้ประกอบการคือ เอาสินค้าไปส่งลูกค้าให้ได้
ทุกคนจึงเลือกใช้ Delivery
บริการ Delivery เป็นเหมือนขอนไม้ลอยตามน้ำมา ให้ผู้ประกอบการคว้าเพื่อพยุงชีวิต
แต่เมื่อเกาะขอนไม้นี้สักพัก ผู้ประกอบการก็เริ่มตระหนักว่า “เฮ้ย เราจะเกาะแบบนี้ไปนานๆก็ไม่ไหว”
มีแต่ขอนไม้ที่แข็งแรงขึ้น แต่คนบนขอนไม้ไม่มีอะไรจะกิน

แบบนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งก็มีไม่กี่ทางเลือก คือ ทางเลือกแรกคือพัฒนา Platform ของตัวเองซะเลย ทางเลือกนี้ต้องมีเงินเยอะ SMEs เลิกคิดได้เลย
ทางเลือกต่อมา คือใช้สิ่งที่มี ค่อยๆต่อยอด เช่น ใช้พนักงานจากเด็กเสิร์ฟ ก็แปลงร่างเป็น ขี่มอไซด์ไปส่ง แบบนี้ก็พอเป็นไปได้ หรือทางเลือกที่สาม คือ หาพาร์ทเนอร์

ในต่างประเทศ แบรนด์ใหญ่ๆหลายแบรนด์ก็ใช้วิธีพาร์ทเนอร์ เช่น M&S ก็ร่วมมือกับ Deliveroo
สาเหตุที่เลือก ไม่ใช่มองแค่เรื่องลดต้นทุน แต่เขามองถึงการสร้างแบรนด์ด้วย
นี่เป็นตัวอย่างการปรับตัว ยังสรุปไม่ได้หรอกว่าจนกว่าโควิดจะหายนั่นแหละ

เทรนด์ที่สอง คือ Brand Purpose (ความมุ่งหวัง และความเชื่อของแบรนด์) จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อของลูกค้า แบรนด์ที่เอาแต่กำไร โดยไม่สนใจประเด็นทางสังคม สาธารณสุข หรือสิ่งแวดล้อม จะอยู่ยาก

การที่แบรนด์แฟชั่นดังๆอาทิ Burberry, Giorgio Armani, Dior and Ralph Lauren เปลี่ยนโรงงานหันมาผลิตชุด PPE และหน้ากากอนามัย นี่คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ในบ้านเราก็มีหลายแบรนด์ที่หันมาช่วยแก้ปัญหาโควิด อย่างจริงจัง

ในอดีตกิจกรรมแบบนี้ทุกบริษัทมีหมด เป็นส่วนหนึ่งของงาน CSR
แต่ความต่างของ Brand Purpose กับ CSR คือความรวดเร็วต่อสถานการณ์ แบรนด์ไหนที่มีปฏิกิริยารวดเร็วต่อปัญหาสังคม แสดงว่า จริงใจ ไม่ใช่ทำตามกระแส

เทรนด์ที่สาม คือ ต้องคิดใหม่เรื่องต้นทุน
ก่อนโควิด กำไรก็น้อยอยู่แล้ว พอมาเจอโควิดยิ่งหนักกว่าเดิมอีก เพราะต้นทุนร้านก็มี ต้นทุน Delivery ก็ต้องจ่าย
เชื่อว่าหลังโควิด แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อบริหารต้นทุนให้สมดุล

จำนวนร้านอาจลดลง ลักษณะร้านอาจขยายเป็นจุดกระจายสินค้า เพื่อประหยัดค่า Delivery
รูปแบบร้านจะปรับไปตามสถานที่และลูกค้า บางแห่งมีที่นั่ง บางแห่งไม่ต้องมี เป็นต้น
จำนวนพนักงานประจำก็จะลดลง แล้วจ้าง Outsource สำหรับงานที่ไม่ใช่จุดเด่นจุดขาย
และต้องหาวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูล

ตอนนี้หลายแบรนด์มีข้อมูลลูกค้าเยอะมาก แต่เปลี่ยนเป็นโอกาสขาย ไม่ได้
ข้อมูลเหล่านี้มีต้นทุนนะครับ ทั้งต้นทุนในการได้ข้อมูลมาและต้นทุนในการดูแลจัดเก็บ
ข้อมูล ก็เหมือน น้ำมันดิบ ถ้ากลั่นไม่เป็นก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้

เทรนด์ที่สี่คือ เยอะไปก็ไม่ดี
ที่ผ่านมาแบรนด์ มักออกสินค้าหลายรุ่น หลายรส เพื่อเป็นทางเลือกลูกค้า
แต่ว่า ในความหลากหลาย ก็ทำให้ต้นทุนบานปลาย
ต่อจากนี้ แบรนด์จะต้อง Narrow down ลดรุ่น รส หรือขนาด เพื่อลดต้นทุนในการบริหารสต๊อก
แต่ก็ต้องระวัง หากลดเหลือน้อยเกินไป ลูกค้าไม่มีทางเลือก ก็หันไปซื้อยี่ห้ออื่น
หากใช้ข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์ให้ดี ก็จะได้คำตอบว่า ความพอดี อยู่ตรงไหน
หากสำรวจลูกค้า วิจัยให้ดี ก็จะรู้ว่า ควรมีสินค้าใหม่ บ่อยแค่ไหน
.
โลกธุรกิจ อยู่ในมือลูกค้ามานานแล้ว
และลูกค้า ก็อยู่ในมือความไม่แน่นอน (โรค, สิ่งแวดล้อม, การเมือง) มานานแล้วเช่นกัน
ดังนั้น คนทำธุรกิจ จึงควรสนุกไปกับ การบริหารความเสี่ยง
.
ที่มา: บางส่วนเป็นเนื้อหาจากบทความ Global retail trends 2020 ของ KPMG
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส


#clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #โควิด #covid #delivery #retailtrend #trend #retail

Delivery จะดีอีกนานมั๊ย

แม้โควิด-19 จะสร้างความลำบากให้ใครต่อใครหลายคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าโควิด-19 นี่แหละที่ช่วยเร่งให้ตลาดดิจิทัลมีความชัดเจน จากที่งงๆเบลอๆ หลายบริษัทแทงกั๊ก จะไม่ลงทุนก็ไม่ได้ จะเล่นใหญ่ก็กลัวผิดทาง

ปีที่แล้วเรารู้ว่ากระแสดิจิทัลมาแน่ ธุรกิจ eCommerce ในเมืองไทยบูมสุดๆ ทั้งรายใหม่จากต่างประเทศ และผู้ค้าปลีกเดิมที่ต้องผันมาเล่นเกมดิจิทัลมากขึ้น มีบางรายที่ยังอยู่แม้จะขาดทุน และรายที่ต้องถอนตัวไป

แนวคิดที่ว่า กวาดลูกค้าเข้ามาอยู่ใน platform ให้เยอะไว้ก่อน ค่อยมาทำกำไรทีหลัง ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่าในการทำธุรกิจสมัยนี้ แต่ก็มีรายใหม่เข้ามาเรื่อยๆ
รายใหญ่จากเกาหลี และญี่ปุ่น ที่พยายามบุกตลาดไทย ก็ได้บทเรียนใหม่ ต้องถอยทัพกลับไป บ่งบอกว่าตลาดค้าปลีกไทยไม่ง่ายอย่างที่คิด

แต่….
โควิด ทำให้คำว่า Online หายไป
เพราะมันช่วยรวมร่าง Online กับ Offline เข้าด้วยกัน
ร่างใหม่คือ Delivery

ก่อนโควิด-19 ลูกค้าเดินทางไปหา ‘สินค้า’
ช่วงโควิด-19 สินค้าต้องเดินทางไปหา ‘ลูกค้า’ เพราะลูกค้าโดนล็อคให้อยู่บ้าน

กิจการที่มีร้านเป็นตัวดึงดูด จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก สิ่งที่ต้องปรับในช่วงนี้ คือเอาสินค้าไปหาลูกค้าให้ได้ แล้วอะไรคือ ปัจจัยที่ลูกค้าใช้ตัดสิน ว่าจะเลือก Delivery เจ้าไหน

งานวิจัยของ Euromonitor เขาสรุปมาให้แบบนี้ครับ
…อย่างแรกเลยคือ ฟรีค่าส่ง แหมคำว่าฟรี นี่ใช้ได้เสมอเลยนะครับ
…อย่างที่สองคือ คืนฟรีถ้าไม่พอใจ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเพราะต้องตัดสินใจทั้งที่ยังไม่เห็นสินค้า
…อย่างที่สามคือ แทร็คได้ว่า ตอนนี้สินค้าที่จัดส่ง ถึงไหนแล้ว
…อย่างที่สี่คือ ระบุวัน เวลา ที่จะรับของได้
…อย่างที่ห้าคือ มีแจ้งเตือนว่า สินค้าถึงจุดนั้น จุดนี้ แล้วนะ!

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลใหม่สุดๆ เพราะสำรวจในช่วงมีค-เมย ที่่ผ่านมานี่เอง และก็สำรวจในเมืองไทยด้วย รวมกับประเทศอื่นๆอีก 21 ประเทศ

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่า สินค้าทุกประเทศจะ Delivery ได้
และส่วนใหญ่ลูกค้า อยากไปซื้อที่ร้านมากกว่า
สินค้าในกลุ่มนี้ พอโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ร้านก็จะเป็นจุดดึงดูดลูกค้าเหมือนเดิม
สินค้าที่ว่านี้มีอะไรบ้าง งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีสรุปมาให้ครับ
…อาหารและเครื่องดื่ม
…ของตกแต่งบ้าน
…เสื้อผ้า เครื่องประดับ
…ของใช้ในครัว
…เครื่องสำอาง
…เครื่องใช้ไฟฟ้า
เหล่านี้คือ ลูกค้าเกิน 50% ตอบว่า ชอบไปเลือกซื้อที่ร้าน มากกว่าจะใช้สมาร์ทโฟน แทปเลต หรือพีซี
.
เห็นแบบนี้ สรุปได้เลย การมีหน้าร้านมีความสำคัญมาก
ส่วน Delivery จะช่วยแก้ขัดและเติมเต็มในบางสถานการณ์ แต่จะไม่มีวันทดแทนได้

เพราะว่า… การเลือกซื้อสินค้า เป็นกระบวนการที่ใช้อารมณ์
การขยับแค่นิ้ว มันไม่ได้ ฟิล เหมือนไปเดินที่ร้านหรอก
.
clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส

#clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #โควิด #covid #delivery

ใช้ Role สู้โควิด

จากคำถามที่ค้างคาใจ
“Gu ติดหรือยัง? Gu เป็นหรือยัง?”
(ขออภัยที่ใช้ภาษาพ่อขุน แต่ถ้าใช้ภาษาที่สุภาพ มันไม่ได้ filling ไม่เชื่อลองเปลี่ยนจาก Gu เป็น ฉัน ดูสิ
“ฉันติดหรือยัง”
เห็นมั๊ย ว่ามันไม่ใช่!!!
ดังนั้น เพื่ออรรถรส เราจะใช้ภาษาพ่อขุนกันนะครับ )

ความกังวลกลัวจะติดโควิด เริ่มเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ไม่กลัว แต่กลัวอย่างอื่นมากกว่า
“Gu จะตกงานมั๊ย? จะโดนลดเงินเดือนหรือเปล่า?”

และในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า
คำถามในใจจะเป็น
“Gu จะเอาเงินที่ไหนกินข้าว? Gu จะยืมตังค์ใคร?
และอาจสวมวิญญาณ จา พนม “เพื่อน Gu อยู่ไหน?”

แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะน้อยลง แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มียาไม่มีวัคซีน เราก็นิ่งนอนใจไม่ได้
สิ่งที่น่ากลัวคือ การระบาดรอบ 2 ซึ่งหากเกิดจริงมันจะรุนแรง เอาไม่อยู่

แล้วจะทำอย่างไรดี?
ใครเป็นลูกจ้างก็กอดเก้าอี้ให้แน่นๆ
สิ่งที่จะทำให้เก้าอี้มั่นคงคือ ความตั้งใจ ไม่เกี่ยงงาน
ช่วงนี้พนักงานต้องปรับเปลี่ยนบทบาท จากที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น คนแพ็คกล่อง คนส่งของ คนโทรยืนยันลูกค้า
แต่ตอนนี้ต้องทำมากกว่า 1 ตำแหน่งงาน

สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสที่นายจ้างจะสื่อสารเรื่อง Job and Role ให้พนักงานเข้าใจ
Job คือ งานที่ต้องทำ ตามที่ได้รับมอบหมาย ในภาษา HR เขาใช้คำว่า JD (Job descrition)
เจดีย์บางคนสูง เจดีย์บางคนต่ำ ตามผลบุญ(กรรม)ที่สร้างมา แต่ส่วนใหญ่เขาจะให้สอดคล้องกับเงินเดือน
ส่วน Role คือ บทบาทที่องค์กรต้องการจากพนักงาน

Role เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับองค์กรสมัยนี้
เพราะปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็ว
การเข้าใจ Role จะทำให้พนักงานปรับตัว (ทำงานที่ควรจะทำ ทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ) ได้ถูกต้อง

ในสถานการณ์ปกติ เรื่องนี้อธิบายยาก
แต่ในยามวิกฤติ ถ้าเราจะบอกพนักงานทุกคนว่า
‘พนักงานทุกคนมีบทบาทที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย’ แบบนี้เข้าใจง่ายมาก
ตัวอย่างเช่น พนักงานส่งของ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ก็แค่ส่งให้ครบ ส่งให้ทัน แต่ตอนนี้นอกจากส่งของแล้ว อาจถามลูกค้าเพิ่ม
“ช่วงนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษ จะรับเพิ่มมั๊ยครับ”
พนักงานบัญชี ซึ่งรู้ดีว่าลูกค้าคนไหนมีปัญหา ลูกค้าคนไหนสภาพคล่องยังไปได้ ก็สามารถชี้เป้าให้ฝ่ายขาย ขายถูกเป้า ได้มากขึ้น
แม้แต่แม่บ้านคนทำความสะอาด ก็มีบทบาทช่วยเพิ่มยอดขายได้ เช่น หากมีคนมาติดต่อและรู้ว่า เขาคือลูกค้า ก็ควรรีบพาไปหาบุคคลในบริษัทที่ลูกค้าอยากพบ
เดินนำหน้าพาไปถึงแผนกเลย อย่าแค่ยืนเฉย หรือชี้นิ้วบอกตำแหน่ง

Job ของเขายังเหมือนเดิม
แต่เพราะเขาเข้าใจ Role เขาจึงทำบางอย่างที่เกินหน้าที่

องค์กรที่ฝ่าวิกฤตได้ พนักงานจะต้องเข้าใจ Role และมีใจที่จะลงมือทำด้วย

นี่เป็นข้อดีของวิกฤติ
คล้ายกับว่า บางคนไม่กล้าว่ายน้ำ
แต่ถ้าตกลงไปในบ่อน้ำซึ่งมีจระเข้ เขาก็จะรีบว่าย ตะกุย ตะกาย ให้ถึงฝั่ง
ตอนนี้ทุกบริษัทก็อยู่ในสถานการณ์ ตกบ่อจระเข้ อยู่ที่ว่าใครจะตะกายได้ถึงฝั่งบ้าง

มีคนบอกว่า ในสถานการณ์ปกติ เราได้ใช้ศักยภาพของตัวเองไม่ถึง 30%
ส่วนที่เหลือ ถูกเจ้าตัวขี้เกียจขโมยไป
แต่ในยามขับขัน เราจะดึงศักยภาพออกมาใช้มากขึ้น ถ้าไม่ทำก็(อด)ตาย
.

clookclick.com
มองเทรนด์เห็นโอกาส

#clookclick #มองเทรนด์เห็นโอกาส #โควิด #covid