คลังเก็บหมวดหมู่: Entrepreneurs

ดิจิทัลอย่างไร ไม่ให้ตกขบวน

วันนี้บริษัทของคุณทำ Digital Transformation แล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่ทำ คิดว่าควรจะทำอะไรบ้าง

ก. ทำ App ในมือถือ

ข. มี Line Account

ค. คิดไม่ออก เดี๋ยวขอเสิร์ชใน Google ก่อน (แหะๆ)

ง. ถูกทุกข้อ

.

ถึงจะตอบข้อไหนก็ยังถูกไม่หมดครับ

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจตรงกันก่อนว่า Digital Transformation(DT) ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันเป็นเรื่องของแนวคิดในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล

และไม่ต้องตกใจถ้าเราเข้าใจผิด เพราะหลายองค์กรในระดับโลกก็ยังเข้าใจผิดกันอยู่

จากการสำรวจผู้บริหารระดับและ CEO ของบริษัทหลายแห่งพบว่า กว่า 70% ของการทำ DT ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 9 แสนล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (บทความเรื่อง Why Digital Transformations Fail จาก FORBES.com)  

นั่นเพราะส่วนใหญ่มุ่งไปที่ Tools

แล้วที่ถูกต้องคืออะไร!!!

Behnam Tabrizi อาจารย์จาก Stanford University บอกว่ามีอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน

1. กลยุทธ์ธุรกิจต้องชัด

2. ความคิดเห็นของคนในองค์กรมีค่าเสมอ

3. ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าจากมุมมองภายนอก

4. สร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน

5. สร้างวัฒนธรรมแบบสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์ให้เกิดขึ้นในองค์กร

บทความค่อนข้างยาวนะครับ

เดินไปหยิบน้ำดื่ม กาแฟ ขนม มานั่งกินไปอ่านไปได้เลย

.

เรื่องแรกคือ กลยุทธ์ธุรกิจต้องชัดก่อนจะลงทุน

บางองค์กรพยายามจะนำเครื่องมือมาใช้ ถึงขนาดระบุเลยว่าองค์กรต้องนำ Machine learning มาใช้

แต่ที่จริงองค์กรต้องดูกลยุทธ์ในภาพกว้างเสียก่อน

ตัวอย่างเช่นบริษัท Li & Fung ในฮ่องกงซึ่งเป็นผู้จัดหาสินค้ารายใหญ่ให้กับห้างร้านค้าปลีกกว่า 8 พันราย บริษัทมีพนักงานกว่า 2 หมื่นคนทั่วโลก ดีลกับซัพพลายเออร์กว่า 1.5 พันโรงงาน ด้วยอายุกว่า 113 ปีสะท้อนว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร มีความสามารถในการปรับตัวอย่างดี

สิ่งที่ Li & Fung ทำคือการกำหนดแผนกลยุทธ์ 3 ปี

ที่จะพัฒนาระบบเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ร้านโชห่วย โดยโฟกัสไปที่ 3 เรื่องหลักคือ ความเร็ว นวิตกรรม และความเป็นดิจิทัล ที่โฟกัสเรื่องเหล่านี้ก็เพราะต้องการลด lead time ในการส่งสินค้า ต้องการให้สินค้าวางแผงได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง และต้องการปรับปรุงการใช้ข้อมูลตลอดทั้งซัพพลายเชน

เนื่องจากบริษัท Li & Fung อยู่ตรงกลางของซัพพลายเชน หากมีข้อมูลทั้งหมด ตลอดทั้งเชนก็จะสร้างความได้เปรียบอย่างมาก

เมื่อมีวัตถุประสงค์ชัดว่าธุรกิจจะไปทางไหน ขั้นตอนต่อไปบริษัทจึงค่อยหาเครื่องมือที่เหมาะสม และใช้เวลาไม่นานในการพัฒนา บริษัทเลือกใช้ virtual design technology มาใช้ในการออกแบบ ซึ่งช่วยลดเวลาจากขั้นตอนการออกแบบไปสู่การทำสินค้าตัวอย่าง(ในที่นี่คือเครื่องมือดิจิทัล)ได้กว่า 50% ท้ายที่สุดบริษัทก็ได้ mobile apps ที่ช่วยให้ซัพพลายเออร์โหลดข้อมูลสินค้าเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น สามารถ track ยอดได้ real time ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมานี้ เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดตั้งแต่ลูกค้าและ Vender ช่วยให้บริหารสินค้าได้ดีขึ้น เร็วขึ้น ตรงความต้องการของร้านโชห่วย

เมื่อแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ แผนกบัญชีก็นำแนวคิดนี้ไปพัฒนาระบบด้วย ซึ่งทำให้การปิดงบในแต่ละเดือนรวดเร็วขึ้น 30%

จะเห็นว่าไม่มีเทคโนโลยีใดจะตอบโจทย์ได้ครบทุกเรื่อง บริษัทจะต้องเลือกผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆให้เหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ

*อันนี้คือจุดที่ยากที่สุด การที่เราจะผสมผสานได้นั้น เราต้องเข้าใจจุดดี ของเทคโนโลยีแต่ละตัว ซึ่งผู้บริหารหลายบริษัท

.

เรื่องที่สองคือ ความคิดเห็นของคนในองค์กรมีค่าเสมอ

เมื่อองค์กรต้องการจะ Transform ไม่ว่าจะ Transform เรื่องดิจิทัลหรือไม่ใช่ดิจิทัลก็ตาม องค์กรส่วนใหญ่มักใช้ที่ปรึกษาภายนอกมาช่วยคิดช่วยทำ ซึ่งด้วยอาชีพที่ปรึกษามักประยุกต์ความรู้ที่มีให้เข้ากับองค์กรนั้นๆ

แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม

แนวทางที่ควรจะเป็นในการทำ Transformation คือให้ความสำคัญกับคนในองค์กร พนักงานทุกระดับนี่แหละรู้ว่าอะไรดี อะไรควรปรับเปลี่ยน หากผู้บริหารเปิดใจรับฟังจริงๆก็จะพบคำตอบ   

ตัวอย่างเช่น สำนักพัฒนาและวางแผนเมือง Santa Clara County ใน California มีแนวคิดที่จะปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อบริการประชาชนให้เกิดความประทับใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ปรึกษาโครงการนี้ได้แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยการอนุมัติบางเรื่องให้อยู่ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลแต่ละงาน

ฟังดูดีเพราะเป็นการกระจายอำนาจ แต่พนักงานที่ปฏิสัมพันธ์กับประชาชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รู้จุดประสงค์และความต้องการของผู้มาติดต่อราชการ คิดว่าการปรับขั้นตอนให้กระชับ รวดเร็ว น่าจะดีกว่าการกระจายไปหลายๆส่วนงาน

ดังนั้น Kirk Girard หัวหน้าทีมและพนักงานในทีมจึงปรับเอาสิ่งที่ที่ปรึกษาแนะนำ เช่น กระบวนการทำงาน ซอฟต์แวร์ต่างๆ มาออกแบบขั้นตอนใหม่ เอาขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป ผลลัพธ์ที่ได้คือประชาชนลดเวลาในการติดต่อราชการได้ 33% จะเห็นว่าบางครั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้เลย โดยที่ไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงาน จะทำให้โครงการนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ     

เรื่องที่สามคือ ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าจากมุมมองภายนอก

ถ้าจุดประสงค์ของการทำ DT คือสร้างแบรนด์ให้มีเสน่ห์ อยากให้ลูกค้าประทับใจ องค์กรจะต้องให้ความสำคัญและพยายามที่จะเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

จากตัวอย่างของสำนักวางแผนและพัฒนาเมือง Santa Clara County พนักงานได้มีการสัมภาษณ์ประชาชนที่มาใช้บริการเป็นรายคนจำนวนกว่าเก้าสิบคน ให้ช่วยเล่าว่าสำนักวางแผนและพัฒนาเมืองมีจุดแข็งและจุดอ่อนเรื่องใดบ้าง

นอกจากนี้ยังมีการทำ Focus group กับผู้คนที่เกี่ยวข้องอีกหลายสาขาอาชีพ อาทิ นักวางแผน ตัวแทนอาชีพนายหน้า ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง อาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย Stanford University เป็นต้น

เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงและนำมาปรับปรุงองค์กร ซึ่งเรื่องใหญ่ที่ทุกคนให้ความสำคัญคือความโปร่งใสในขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ

ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว สำนักวางแผนและพัฒนาจึงได้ปรับกระบวนทำงานออกเป็นขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทราบว่า แค่การเรียงขั้นตอนก็ได้ทบทวนว่าขั้นตอนไหนไม่จำเป็นและสามารถตัดออกไปได้ การแบ่งงานย่อยแบบนี้ทำให้ทราบว่าตอนนี้ขั้นตอนการขอใบอนุญาตอยู่ตรงไหนแล้ว และเหลืออีกกี่ขั้นตอน จากนั้นก็มีการนำซอฟแวร์มาช่วยในการติดตาม และรายงานความคืบหน้าให้อยู่ในหน้าจอ Dashboard เดียว ง่ายทั้งพนักงานและก็ง่ายที่จะตอบคำถามให้ประชาชน

จะเห็นว่าการทำ Digital Transformation ไม่จำเป็นต้องมี Tools หรือใช้ Software เดียวทั้งหมด แต่การเลือกใช้เฉพาะในบาง Work process ใช้เท่าที่จำเป็น กลับได้ผลลัพธ์ที่ดีและประหยัดค่าใช้จ่าย

ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่ที่ว่า ความต้องการของลูกค้าคืออะไร

.

เรื่องที่สี่คือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน

พนักงานทุกครกลัวตกงาน

จำไว้เลยครับ จะเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้

ถ้าสื่อสารไม่มี ก็จะมีแรงต้าน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่หลายองค์กรทำ Digital Transformation ไม่สำเร็จ

การทำ Digital Transformation ที่ถูกต้องคือการเพิ่มโอกาสให้พนักงานยกระดับการทำงาน มีทักษะและศักยภาพที่สูงขึ้น นำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าขององค์กร ความสามารถที่เพิ่มขึ้นแปลว่า มีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น และองค์กรก็สามารถจ่ายค่าจ้างได้มากขึ้น  

เรียกว่า ต้องหาข้อดีให้เจอ และเล่าเรื่องราวดีๆนั้นให้พนักงานฟัง

Dr. Behnam Tabrizi ผู้เขียนหนังสือ The Inside-out Effect ซึ่งมีประสบการณ์ในการโค้ชพนักงานหลายพันคน มักพบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน หรือนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ พนักงานส่วนใหญ่จะตั้งคำถามว่า แล้วสิ่งที่เขาทำอยู่ มันอยู่ตรงไหนเมื่อมีเทคโลโลยีใหม่ หรือเมื่อกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบใหม่ พนักงานส่วนใหญ่จะเอาสิ่งที่ทำในปัจจุบันเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นธรรมดาของพนักงานที่ชอบความเคยชินไม่อยากปรับเปลี่ยน

ดังนั้นผู้บริหารที่จะทำ DT ต้องเปิดเผยให้เห็นเทคโนโลยีใหม่หรือขั้นตอนการทำงานใหม่ แล้วอธิบายว่าเทคโนโยลีเหล่านี้จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีอย่างไร พนักงานจะเก่งขึ้นถ้าใช้เทคโนโลยีช่วย เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น CenturyLink บริษัทด้านโทรคมนาคมในสหรัฐ ที่อายุเกือบ 90 ปี บริษัทมีแนวคิดจะนำเทคโนโลยี AI (artificial intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เริ่มแรกทีมงานก็ยังคิดไม่ออกว่า AI จะมาช่วยงานเซลล์อย่างไร ถ้าลูกค้าถามคำถามที่ยังไม่ได้ Programming ไว้

หลังจากทดลองหลายวิธีสุดท้ายก็ได้วิธีที่เหมาะสม คือจะใช้งาน AI เฉพาะฟังก์ชั่นที่ช่วยแนะนำว่าเซลล์แต่ละคนควรโทรหาลูกค้าคนไหน โดย AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตของลูกค้าทุกคน การเลือกใช้งานเทคโนโลยี AI แบบนี้ ทำให้พนักงานทำงานได้สนุกขึ้น เพราะรู้ว่าจะถามอะไร ช่วยคุยแบบไหน จะปิดการขายแบบไหนกับลูกค้าแต่ละคน ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น และยอดขายก็เพิ่มขึ้นกว่า 10% จะเห็นว่าวิธีนี้ไม่ได้ทำให้พนักงานตกงาน แต่กลับช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

.

เรื่องสุดท้ายคือ สร้างวัฒนธรรมแบบสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์ให้เกิดขึ้นในองค์กร

วัฒนธรรมที่ว่าคือ การตัดสินใจที่รวดเร็ว ซึ่งจะเกิดได้ บริษัทต้องมีโครงสร้างองค์กรแบบแนวราบ ไม่มีขั้นตอนสายบังคับบัญชาเยอะ ถ้าการอนุมัติสักเรื่องยังต้องมี 4-5 ลายเซ็น ก็อย่าเพิ่งคิดถึงการทำ Digital Transformation

การปรับโครงสร้างจึงเป็นขั้นตอนแรกๆที่ควรคิด และเป็นตัวชี้วัดว่าองค์กรนั้นพร้อมหรือไม่

แน่นอนว่า ปัญหาองค์กรเทอะทะ ต้องมีลายเซ็นเยอะกว่าจะอนุมัติจัดซื้อได้ เป็นกันทุกบริษัท

ดังนั้น มันจึงมีขั้นตอนการค่อยๆ Transform นั่นคือ จับพนักงานที่ต่างฟังก์ชั่น มานั่งทำงานด้วยกัน

Cross-functional team ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน กำลังเป็นที่นิยมในองค์กรใหญ่ เพราะมันคือบันใด ในการสลาย Silo

การทำงานในลักษณะนี้จะมีการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น เพราะคนที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในทีมเดียวกัน และช่วยให้องค์กรเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่าควรจะยุบฝ่ายใดทิ้ง ควรจะตั้งฝ่ายไหนขึ้นมาใหม่

.

ที่มา:

บทความเรื่อง Digital Transformation Is Not About Technology, HBR.com

บทความเรื่อง Why Digital Transformations Fail: Closing The $900 Billion Hole In Enterprise Strategy, FORBES.com

บทความเรื่อง Businesses Predict Digital Transformation to Be Biggest Risk Factor in 2019, WSJ.com

Cr: Photo by Gilles Lambert on Unsplash

ต้องเติบโตแบบไม่ฟลุ๊ค

ความยากของผู้ประกอบการคือเริ่มต้นธุรกิจอย่างไรให้อยู่รอด และเมื่อธุรกิจอยู่รอดได้แล้วทำอย่างไรจึงจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งสองภารกิจมีความยากทั้งคู่ครับ ภารกิจแรกถือว่ายากแล้วภารกิจที่สองกลับยากยิ่งกว่า หลายคนเริ่มต้นได้ดีมีแนวโน้มไปได้สวย สินค้าขายดีทุกวันลูกค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อยากเปิดสาขาเพิ่ม แต่พอขยายกิจการกลับเริ่มพบปัญหา บางรายไหวตัวทัน รู้ว่าพื้นฐานยังไม่มั่นคงรีบปิดสาขาเปิดใหม่แล้วหันมาโฟกัสสาขาแรกให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมแล้วค่อยๆเติบโตไปทีละนิด แต่บางรายลงทุนไปเยอะ จะเปลี่ยนใจก็ลำบาก มีภาระหนี้สินที่กู้ยืมมามากทำให้ต้องลุยต่อ ซึ่งกว่าจะผ่านจุดนี้ไปได้ก็แลกมากับบทเรียนราคาแพง อ่านเพิ่มเติม ต้องเติบโตแบบไม่ฟลุ๊ค

คุณค่าที่แบรนด์ต้องสร้าง

ร้านกาแฟบนฟุตบาทตรงนี้ ขายอเมริกาโน่ร้อนแก้วละ 30 บาท
เดินไปอีกหน่อย เจอร้านกาแฟบรรยากาศหน้านั่ง อเมริกาโน่ร้อนแก้วขนาดเท่ากัน ขาย 60 บาท
แต่ถ้าขับรถเข้าไปในห้างฯ ร้านกาแฟยี่ห้อดัง อเมริกาโน่ร้อน ตกแก้วละ 90 บาท
.
ทำไมสินค้าชนิดเดียวกันที่ขายในพื้นที่ใกล้กัน สามารถตั้งราคาแตกต่างกันได้ นั่นเพราะตอนซื้อลูกค้าได้ชั่งใจแล้วว่า
‘ราคาที่จ่าย’ คุ้มค่ากับ ‘สิ่งที่ได้รับ’

แล้วในฝั่งคนขายหล่ะ
‘เงินได้รับ(ราคาสินค้า)’ เทียบได้กับ “…..” ที่ให้ลูกค้า???
สิ่งนั้นก็คือ คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า (Customer Value Proposition: CVP) นั่นเอง
. อ่านเพิ่มเติม คุณค่าที่แบรนด์ต้องสร้าง

ฟุตบอลโลก ต้องยิ้มสิ

เปิดฉากกันไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลก 2018 คอฟุตบอลคงต้องนอนดึกกันอีกหลายวัน ปกติช่วงนี้ฟุตบอลอาชีพในแถบยุโรปปิดฤดูกาล นักฟุตบอลได้พัก แฟนบอลก็ได้พักด้วย แต่ปีไหนที่มีฟุตบอลโลก ก็ต้องเหนื่อยกันยาว

มีแซวกันว่าแฟนบอลทีมอิตาลี ฮอลแลนด์ สบายกว่าใครเพื่อนเพราะไม่ต้องอดนอน นั่นเพราะวองทีมนี้ไม่ผ่านมาถึงรอบสุดท้ายที่รัสเซีย ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศจืดไปเยอะทีเดียว อิตาลีเป็นทีมที่มีกองเชียร์ชั่วคราวเยอะที่สุดในเมืองไทย โดยเฉพาะสาวๆที่ดูบอลเป็นครั้งคราว หน้าตาและหุ่นนักเตะแดนมักกะโรนีน่าเชียร์เหลือเกิน ส่วนฮอลแลนด์กองเชียร์สามารถแปลงอัฒจันทร์ให้กลายเป็นสีส้มและการเชียร์ที่สนุกสนานมาก
อ่านเพิ่มเติม ฟุตบอลโลก ต้องยิ้มสิ

เน้นคนซื้อหรือคนใช้

มีแบรนด์เกิดใหม่ก็มีแบรนด์ที่หายไปจากตลาด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนี้เป็นสัจธรรมของการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ก็จะสามารถขายสินค้าได้ต่อเนื่อง ส่วนคนที่ปรับตัวไม่ทันก็ต้องเลิกกิจการเป็นธรรมดา แต่การเกิดขึ้นของแบรนด์ใหม่ๆในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมีความแตกต่างจากแบรนด์ที่เกิดในยุคก่อน จะต่างอย่างไรผมมีมุมมองจากผลวิจัยโดย Mark Bonchek และ Vivek Bapat ที่เขียนลงใน Harvard Business Review(HBR) มาเล่าสู่กันฟังครับ ในการศึกษานี้จะเปรียบเทียบแบรนด์ยุคก่อน (Traditional brand) และดิจิทัลแบรนด์(Digital brand) ซึ่งเขามองว่าแบรนด์ยุคก่อนจะเน้นการอยู่ในใจ แต่แบรนด์ยุคใหม่หรือดิจิทัลแบรนด์จะเน้นการอยู่ในชีวิตประจำวัน
อ่านเพิ่มเติม เน้นคนซื้อหรือคนใช้

เอา AI มาใช้ทำการตลาด

การตลาดดิจิตอล(Digital marketing) กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วในวันนี้ แม้หลายบริษัทจะยังไม่เก่ง ยังต้องลองผิดลองถูก แต่ก็ต้องแบ่งเวลาไปศึกษาเรื่องใหม่ ที่เป็นการลึกลงไปอีกขั้นของเทคโนโลยี ซึ่งที่มาแรงและจะถูกนำมาใช้ทำการตลาดในยุคต่อไปคือ AI (Artificial Intelligence) ถามว่า AI คืออะไร หลายคนรู้คำแปลว่าคือ ปัญญาประดิษฐ์ แต่ถ้าเอาความหมายแบบบ้านๆไม่เอาแบบวิชาการ AI คือความพยายามของมนุษย์เราที่จะทำให้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีชีวิต มาช่วยทำงานแทนเรา ซึ่งไม่ต้องรอให้ป้อนคำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องคิดเป็น เสนอคำตอบเป็น พูดง่ายๆคือ ต้องมีสมอง

อ่านเพิ่มเติม เอา AI มาใช้ทำการตลาด

ลูกค้าคุณอยู่โบกี้ไหน

เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่ดูแลแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามรายหนึ่ง เป็นแบรนด์ใหญ่พอประมาณ มี ยอดขายแตะระดับพันล้านบาทต่อปี มีฐานลูกค้าจำนวนมาก สิ่งที่ผู้บริหารต้องการคือการขายออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า และขยายฐานผู้ซื้อไปด้วยในตัว ฟังดูก็เป็นวิสัยทัศน์ที่ดี น่ารีบลงมือทำ แต่พอทราบว่าลูกค้ากลุ่มใหญ่คือผู้มีรายได้ระดับกลางค่อนล่าง หรือนักเรียนนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ พอรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นแบบนี้ ทำให้ผมอยากเขียนถึงเรื่อง Digital Consumer ให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมหน่อย

อ่านเพิ่มเติม ลูกค้าคุณอยู่โบกี้ไหน