น้ำดื่มจากทะเลลึกฮาวาย

สินค้าสุดเจ๋งวันนี้ ขอเล่าเรื่อง น้ำดื่ม อีกหน่อย
หลังจากที่เห็นบริษัทใน Australia ขายไอเดียสุดเจ๋ง Magazine on Bottle ไปแล้ว
วันนี้มาดูไอเดียของพี่ยุ่นกันบ้าง 

ยุคที่ Trend สุขภาพมาแรงแบบนี้ การออกสินค้าใหม่ๆ โดยเกาะ  Healthy theme ย่อมปลอดภัย
แต่ทั้งนี้ ต้องแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในตลาด และที่สำคัญ ต้องโดนใจลูกค้า
ประโยชน์จริงๆอาจมีไม่มาก แต่ถ้าโดนใจ ก็ขายได้ ดูอย่าง “ชาเขียวพร้อมดื่ม” ที่สามารถทำตลาดให้มีมูลค่าสูงกว่าพันล้านบาท

หลังจากปล่อยให้เนสท์เล่ คุมตลาดนำดื่มของโลก ล่าสุดบริษัทจากญี่ปุ่น ก็ลุยตลาดบ้าง
โดยเปิดตัวน้ำดื่มบรรจุขวด ที่ทำมาจากทะเลลึกในฮาวาย
ใช้ชื่อว่า “มาฮาโล่ ฮาวาย ดีฟ ซี” (Mahalo Hawii Deep Sea)
คำว่า มาฮาโล่ ที่นำมาใช้เป็นแบรนด์ของน้ำดื่มบรรจุขวดนี้เป็นคำฮาวาย แปลว่า ขอบคุณ

การผลิต จะใช้น้ำจากทะเลลึกในฮาวาย ในระดับลึกถึง 3,000 ฟุต เพื่อให้ได้น้ำที่มีความสะอาด ความเย็น และมีส่วนผสมของสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
เช่น มีโปรแตสเซียม แคลเซียม เซเรเนียม
ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ได้สูญหายไปจากระดับน้ำทะเลที่พื้นผิวตามปกติ เนื่องจากสภาวะที่เสียหายไปจากมลภาวะของโลก
และน้ำที่ระดับความลึกขนาดนี้ ก็ปลอดสารเคมี ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ อ่านเพิ่มเติม น้ำดื่มจากทะเลลึกฮาวาย

Modern trade

Modern trade และ Traditional trade

ภาคค้าปลีกในแต่ละประเทศจะมี 2 ลักษณะผสมกันอยู่ คือ ภาคค้าปลีกแบบดั้งเดิม(Traditional trade) กับ ภาคค้าปลีกสมัยใหม่(Modern trade) 
เรียกแบบภาษาชาวบ้าน ก็คือ ของเก่า กับ ของใหม่

ประเทศที่พัฒนาแล้ว (คือมีขั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศเรา)
ภาคค้าปลีกส่วนใหญ่ ก็จะเป็น Modern tarde คือ การค้ามีความทันสมัย ทั้งรูปแบบร้าน เครื่องมือ เทคโนโลยีที่นำมาใช้

วิธีสังเกตุง่ายๆ ว่าเป็นค้าปลีกสมัยใหม่ หรือไม่? ก็ดูได้จาก เป็นร้านติดแอร์ และมีเครื่องออกใบเสร็จ 
ส่วนค้าปลีกแบบดั้งเดิม ก็ประเภท จัดของไม่เป็นระบบนัก ไม่มีการติดป้ายราคา ลูกค้าไม่สามารถหยิบสินค้าด้วยตัวเองได้

สำหรับสัดส่วนของ Modern trade / Traditional trade ในเมืองไทยตอนนี้ ข้อมูลคร่าวๆคือ 50:50 ครับ
ในต่างจังหวัดยังมีร้านโชห่วย อยู่เป็นจำนวนมาก

แต่อนาคตสัดส่วนนี้ ก็จะเปลี่ยนไป 

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างก็เผชิญการเปลี่ยนแปลงนี้มาแล้ว
ญี่ปุ่นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจโลก เจอการเปลี่ยนแปลงทั้งนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนญี่ปุ่นเอง ที่ไปซื้อ Know-how มาใช้
ค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือโชห่วยของญี่ปุ่น ก็ต้องปรับตัว รูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้ค้าปลีกรายเล็กๆ สามารถส่งต่อกิจการให้รุ่นลูกได้
ก็คือการเป็นแฟรนไชส์ Franchise  กลายเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ตอบโจทย์ลูกค้ามีการศึกษาอย่างเราๆท่านๆ
สำหรับเมืองไทย แนวโน้มคงไม่ต่างกันนัก หากแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ซึ่งตัวที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่ใคร ก็พวกเรานั่นแหละครับ 

 [ad#blend-336×280]

โอกาสของ "ผู้ตาม"

พูดถึง “ผู้ตาม” หรือ “เบอร์สอง” ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็น 

โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ การเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งเยอะๆ ย่อมดีกว่า เป็นไหนๆ

แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะไม่มีโอกาสซะเลยยิ่งในยุคของแพงแบบนี้ โอกาสงามๆ กำลังจะหล่นใส่ และกระจายไปถึงเบอร์ 3-4-5 ด้วย

โดยทั่วไป เราพอจะเห็นนะครับว่า ด้วยความเป็นมวยรอง การตั้งราคาขาย มักจะต่ำกว่าเจ้าตลาด  ส่วนจะต่ำมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและกลยุทธ์ 

สินค้าหลายตัว ที่ราคามีผลมาก ต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่า การลดราคาเพียงเล็กน้อย ทำให้ช่วยขายได้มากขึ้น นี่เป็นจังหวะของมวยรอง ที่จะงัดกลยุทธ์ราคามาใช้ เพราะตัวเองได้เปรียบอยู่แล้วสินค้าพวกนี้แหล่ะครับ ที่จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยุคน้ำมันแพง ที่ต้องรัดเข็มขัดทุกรูปแบบ   

แต่ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะลุยตลาดได้ง่ายๆ เพราะสินค้าบางตัว เบอร์หนึ่งเอง ก็งัดราคามาสู้ แบบไม่กลับเสียหน้า เสียยี่้ห้อ 

“เบอร์สอง” จะสวนหมัด ทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน คุณๆ ก็พอจะตอบได้  ลองสังเกตุตัวเองดูครับ ว่าเรายังเลือกซื้อของยี่ห้อดัง ราคาแพง อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า 

แต่ผม เริ่มหยวนๆ ของบางอย่าง คุณสมบัติไม่ต่างกันมาก ซักผ้าได้เหมือนกัน ล้างสะอาดเหมือน เช็ดแห้งได้เหมือนกัน และอีกหลายๆ ความเหมือน ที่เราไม่ค่อยมองมันตอนที่มี “ตังค์” เต็มกระเป๋า

ส่วนนักตลาด ที่มีข้อมูลยอดขายสินค้าในภาพรวม ก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า เบอร์ 2-3-4 ตีตื้นขึ้นมาอย่างสนุก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องกิน ต้องใช้ในชีวิตแต่ละวัน 

บรรยากาศแบบนี้ ช่างเหมาะกับนิสัยของคนไทยจริงๆ ที่หากไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ ก็มักจะเลือกเชียร์มวยรอง

ยิ่งกว่าคนรู้ใจ

ทุกท่านเคยสงสัย และตั้งคำถามเหมือนผมมั๊ยครับ ว่า
ทำไม? ร้านค้าจึงจัดเรียงสินค้าอย่างที่เราๆท่านๆเห็นเช่นทุกวันนี้ อ่านเพิ่มเติม ยิ่งกว่าคนรู้ใจ

มวยรอง มาแรง

พูดถึง “เบอร์สอง” หรือ “มวยรอง” ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็น 
โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ การเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งเยอะๆ ย่อมดีกว่า เป็นไหนๆ
แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะไม่มีโอกาสซะเลยยิ่งในยุคของแพงแบบนี้ โอกาสงามๆ กำลังจะหล่นใส่ และกระจายไปถึงเบอร์ 3-4-5 ด้วย

โดยทั่วไป เราพอจะเห็นนะครับว่า ด้วยความเป็นมวยรอง การตั้งราคาขาย มักจะต่ำกว่าเจ้าตลาด  ส่วนจะต่ำมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและกลยุทธ์ 

สินค้าหลายตัว ที่ราคามีผลมาก ต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่า การลดราคาเพียงเล็กน้อย ทำให้ช่วยขายได้มากขึ้น นี่เป็นจังหวะของมวยรอง ที่จะงัดกลยุทธ์ราคามาใช้ เพราะตัวเองได้เปรียบอยู่แล้วสินค้าพวกนี้แหล่ะครับ ที่จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยุคน้ำมันแพง ที่ต้องรัดเข็มขัดทุกรูปแบบ   

แต่ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะลุยตลาดได้ง่ายๆ เพราะสินค้าบางตัว เบอร์หนึ่งเอง ก็งัดราคามาสู้ แบบไม่กลัวเสียหน้า เสียยี่ห้อ 

“เบอร์สอง” จะสวนหมัด ทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน คุณๆ ก็พอจะตอบได้  ลองสังเกตุตัวเองดูครับ ว่าเรายังเลือกซื้อของยี่ห้อดัง ราคาแพง อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า 

แต่ผม เริ่มหยวนๆ ของบางอย่าง คุณสมบัติไม่ต่างกันมาก ซักผ้าได้เหมือนกัน ล้างสะอาดเหมือน เช็ดแห้งได้เหมือนกัน และอีกหลายๆ ความเหมือน ที่เราไม่ค่อยมองมันตอนที่มี “ตังค์” เต็มกระเป๋า
ส่วนนักตลาด ที่มีข้อมูลยอดขายสินค้าในภาพรวม ก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า เบอร์ 2-3-4 ตีตื้นขึ้นมาอย่างสนุก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องกิน ต้องใช้ในชีวิตแต่ละวัน 

บรรยากาศแบบนี้ ช่างเหมาะกับนิสัยของคนไทยจริงๆ ที่หากไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ ก็มักจะเลือกเชียร์มวยรอง

โอ้ละหนอ…โรตีบอย

ช่วงปลายปีที่แล้ว talk of the town เรื่องใหญ่เรืองหนึ่ง คงหนีไม่พ้น เจ้าขนมปังกลิ่นหอมเตะจมูก และคนต่อแถวยาวเตะตา

คุณพรเพ็ญ อังควานิช นักธุรกิจร้านก๊วยเตี๋ยวนู๊ดดี้ สยามสแควร์ เป็นผู้นำเจ้ากลิ่นหอม-หวาน-มัน-อร่อยนี้ มาจากประเทศมาเลเซีย

ด้วยเสน่ห์ของแถวที่ยาว ถึงยาวมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ใครผ่านไปแถวสยาม นึกว่ามีการจองบัตรคอนเสริต กลายเป็นตัวดึงดูด ให้อยากลองไปต่อแถวมั้ง มีเรื่องเล่าขำๆว่า บางคนต่อแถว ทั้งที่ไม่รู้ว่าเค้าซื้ออะไรกัน

จำได้ว่าต้นเดือนกุมภา ผมนั่งทานกาแฟในร้านกาโตร์ มองไปฝั่งตรงข้าม เห็นความอดทนแล้วน่านับถือ แต่ดูคนในร้านก็มีขนมหน้าตาคล้ายโรตีบอย (เข้าใจว่าทำเลียนแบบ) นั่งทานเหมือนกัน แต่กลิ่นไม่ยวนจมูกเท่าไร

32688n_03_l.jpg

ส่วนที่สาขาสีลม อาการไม่ต่างกัน งานนี้แสดงให้เห็นว่า ”ความอร่อยไม่เคยปรานีใคร” อากาศก็ร้อน รถก็วิ่งเสียงดัง

นับเป็นช่วงนาทีทองของโรตีบอย นิตรสายเกือบทุกฉบับ รายการทีวีอีกเป็นสิบ ต่างกล่าวถึง “ขนมมหัศจรรย์”นี้

นั่นคือเหตุการณ์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

วันนี้มีโอกาสผ่านไปร้านโรตีบอย สาขาเดิมบนถนนสีลม “เกิดอะไรขึ้น” เพราะไม่มีคนยืนต่อแถวเลย กลับมาดูสาขาสยาม ก็หงอยเช่นกัน แต่หันไปอีกฝั่ง ร้านกาโตร์ คนเต็มร้าน ไม่มีที่ว่างให้นั่งเลย

จริงๆแล้ว เหตุการณ์นี้ มักเกิดขึ้นเสมอสำหรับการทำธุรกิจ หากไม่มีทีมคิด คอยวางแผนว่า ตลาดเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่  ก็ยากที่จะยืนระยะได้นาน เพราะช่วงขายดี ก็มัวแต่ง่วนอยู่หน้าเตา หน้าร้าน แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว

เท่าที่สังเกตุเห็น ร้านที่ขายสินค้าเพียงชนิดเดียว และเมนูเดิมๆยากที่จะอยู่รอด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์กินเนื้อ ที่ขี้เบื่อในเรืองปาก-ท้อง มากที่สุด  ดังนั้น เราจึงเห็นหลายร้านที่เคยดัง ต้องปิดตัวไป

ขนาดร้านสตาร์บัค แม้จะขึ้นชื่อในเรื่องกาแฟ ก็ยังต้องมีเครื่องดื่มโกโก้-น้ำโซดา-ขนม มาเป็นทางเลือกแก้เบื่อ

โรตีบอย ไม่ใช่รายแรกที่ต้องเผชิญกับความขี้เบื่อของลูกค้ายุคนี้
เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีรุ่นพี่อย่าง “ชาเขียว” ที่มาไว ไปไว เหมือนกัน

ความสุขเกิดขึ้นได้จากการสร้างความสุขให้คนรอบข้าง