Convenience Store

topic_photo.jpg 2004083001.jpg

ร้านสะดวกซื้อ หรือ คอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store: CVS) และมินิมาร์ท (Minimart)
รูปแบบทั้งสองสามารถจัดได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่โตมาคนละสายพันธุ์ 

ร้านค้าสะดวกซื้อมีที่มาจากสหรัฐอเมริกา ส่วนมินิมาร์ทมีที่มาจากประเทศทางยุโรป 
หากเราพิจารณากันในลักษณะของส่วนประสมของสินค้า คงไม่ต่างกันมาก คือ มีอาหารจานด่วน (Fast food) และเครื่องดื่ม (Beverage) ผสมผสานกับโกรเซอรี (Grocery) แต่ดีกรีของส่วนผสมอาจจะต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดตำแหน่ง (Positioning) และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Customer) ของร้านค้าปลีกนั้นๆ
มีพื้นที่ขายประมาณ 50 – 200 ตารางเมตร

ร้านสะดวกซื้อ หรือ คอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store: CVS) และมินิมาร์ท (Minimart) เป็นร้านค้าที่ให้บริการต่อลูกค้าที่ต้องการความสะดวก และความรวดเร็ว จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันซึ่งมีจำนวน SKU ประมาณ 2,000 – 3,000 SKU ในแต่ละร้าน รวมทั้งจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารประเภท พร้อมทาน

ร้านสะดวกซื้อ มีจุดเด่นในเรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” ที่จะอยู่ในแหล่งชุมชนหรือในทำเลที่มีจำนวนผู้สัญจรผ่านไป-มามาก
หรือในปั๊มน้ำมัน นอกจากเรืองทำเลแล้ว ยังอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในเรื่อง “เวลาในการให้บริการ”
โดยส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และยังให้ความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า แม้จะมีสินค้าไม่หลากหลายเท่า Supermarket แต่มีวิธีการ “จัดเรียงสินค้า(Display)” ให้หาง่าย ให้ความรวดเร็วในการชำระเงิน ลูกค้าของร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ที่มีที่พักหรือที่ทำงานไม่ไกลจากร้านหรือลูกค้าที่เข้าไปเติมน้ำมันในปั้มน้ำมัน
ร้านสะดวกซื้อเน้นการให้บริการประกอบกับลูกค้าเป็นลูกค้าประจำเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นการให้บริการของร้านสะดวกซื้อจึงมีลักษณะแบบบริการตนเอง อบอุ่น และเป็นมิตร
[ad#blend-336×280]

Wu Mart

วูมาร์ท(Wu Mart) ชื่อห้างนี้ฟังๆดูเหมือนเป็นการ์ตูนล้อเลียนห้างวอลมาร์ท (Wal-Mart) แม้แต่นักวิเคราะห์เอง ก็เชื่ออย่างนั้นว่า นี่เป็นการตั้งชื่อโดยเอาความคล้าย มาช่วยทำให้ ร้านเป็นที่รู้จักเร็วขึ้น

wumart.gif

แต่จริงๆแล้ว ชื่อนี้มีที่มาแตกต่างจากที่หลายคนคิด  วูมาร์ทเป็นห้างค้าปลีกรายใหญ่ในแผ่นดินมังกร เปิดให้บริการมากว่า 10 ปีแล้วในเมืองปักกิ่ง มีรูปแบบร้านทั้ง ซูเปอร์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท  สาขารวมกว่า 524 แห่ง โตปีละไม่ต่ำกว่า 10% (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเศรษฐกิจจีนก็โตร่วมๆ 10% ต่อปี)

และด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ ทำให้ Wu Mart กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากที่สุดในโลก (ซึ่งต่อไป อะไรๆที่เป็นที่สุดในโลก ก็คงจะเกิดขึ้นในจีน)

กล่าวถึงที่มาของชื่อกันหน่อย
แต่เดิม Wu Mart มีชื่อว่า Wu Mei ซึ่งมีความหมายตามภาษาจีนว่า Good หรือ High quality
แต่ผู้คน โดยเฉพาะต่างชาติมักออกเสียงเพี้ยนว่า Woman
ผู้บริหารเลยตัดสินใจ เปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ยังคงให้มีคำว่า Wu นำหน้า

จึงกลายมาเป็น Wu Mart ซะงั้น
นอกจากนี้ Dr.Wenzhong ผู้บริหารห้าง ยังแถลงไขอีกว่า ในเมืองจีนคนก็ไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษ
และเจ้าชื่อ Wu Mart นี้ก็เขียนไม่เหมือน Wal-Mart  แต่ถึงจะอธิบายแถลงไขขนาดนี้ นักข่าวฝั่งตะวันตกก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

แต่ที่นักข่าวตะวันตกเริ่มเชื่อก็คือ อีกไม่นานยักษ์ใหญ่ค้าปลีกโลก คงจะมีชื่อ Wu Mart ติดทำเนียบแน่นอน 
[ad#blend-336×280]

ต้นกำเนิด TESCO

ไหนๆก็เล่าเรื่อง Tesco ในเมืองไทยแล้ว ขอเล่าต่ออีกหน่อยถึงประวัติก่อเกิดของยักษ์ค้าปลีกแดนอังกฤษ

ในปี 1919 แจ็ค โคเฮน เริ่มธุรกิจเปิดร้านขายสินค้าอาหารสด-แห้ง ในย่าน East-End ของลอนลอน ทำยอดขายในวันแรก 4 ปอนด์ ได้กำไรมา 1 ปอนด์ (ตั้ง 25% เชียวนะ)
ต่อมา 1924 ร้านของเขา เริ่มมีสินค้าในแบรนด์ของตนเอง โดยใช้อักษรย่อ TES จากชื่อหุ้นส่วน และอักษร CO จากนามสกุลของเขาเอง รวมเป็น TESCO
ปี 1974 เทสโก้เปิดสถานีบริการน้ำมัน หน้าร้านเป็นแห่งแรก

ปี 1985 เริ่มผลิตอาหารเพื่อสุขภาพยี่ห้อ Healthy Eating
ปี 1991 เทสโก้กลายเป็นผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอิสระรายใหญ่สุดของอังกฤษ
ปี 1992 เริ่มจำหน่ายอาหารออร์กานิก ยี่ห้อของตนเอง
70 ปีจากวันเริ่มใช้ชื่อ Tesco ได้ทดลองเปิดร้าน Tesco Express ในปี 1994
พอปีถัดมาก็เปิดตัวบริการบัตรสมาชิก
จากนั้น ในปี 1997 เปิดตัวบริการสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และประกัน

ในปี 2002 ผลิตสินค้าเฮ้าแบรนด์ ภายใต้ยี่ห้อ ฟลอเรน เฟรด และเชอโรกี
ปี 2003 เริ่มจำหน่ายโทรศัพท์มือถือเทสโก้
อีกปีต่อมา จำหน่ายเฮ้าแบรนด์ยี่ห้อ แฟร์เทรด และออกบัตร”กรีนคาร์ด” เพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลขยะจากสินค้า เปิดตัวบริการดาวน์โหลดเพลงทางอินเตอร์เน็ต
ปี 2005 เปิดตัวบริการโฮมช็อปปิ้งให้ลูกค้าซื้อทางแคตาล็อกออนไลน์
และล่าสุดในปีนี้ Tesco ท้าทาย Microsoft ด้วยการขายคอมพิวเตอร์ทั้ง Hardware และ Software ของตนเอง

ทึ่งมั๊ยครับ กับการพัฒนาของ Tesco และคาดว่า ต่อจากนี้ไป คงมีรูปแบบร้านหรือบริการใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอีกมาก โดยเฉพาะเมืองไทย ที่ตอนนี้กลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญ รองจากตลาดบ้านเกิด  เพราะหากไม่นับสาขาในเมืองผู้ดีแล้ว สยามเมืองยิ้มมีสาขา Tesco มากที่สุดในโลก

ภาพจาก tesco.com
[ad#blend-336×280]

TESCO เมืองไทย

วันนี้ขอเล่าเรื่อง tesco ซะหน่อย เห็นช่วงนี้เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เยอะเหลือเกิน ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกจากแดนอังกฤษรายนี้ ถือเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกอันดับต้นๆของโลก ล่าสุดมีพนักงานทั่วโลกกว่า 389,258 คน ยอดขายปีละกว่า 2.5 ล้านล้านบาท  ไม่มากไม่น้อย ก็แค่ 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศไทยเรา

ในเมืองไทย Tesco เริ่มเข้ามาในช่วงปี 1996-1997 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่บริษัทไทยหลายราย ต้องขายกิจการ Tesco อาศัยจังหวะนี้เข้ามาร่วมทุนกับเครือซีพี ซึ่งขณะนั้นกำลังขยายธุรกิจค้าปลีกขนานใหญ่ ตอนนั้น ซีพี มีธุรกิจค้าปลีกอยู่ในมือ ทั้งร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, ไฮเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Lotus, ห้างแบบ Cash & Carry ชื่อ “Makro” สุดท้าย ซีพี เลือกเก็บ 7-Eleven ไว้ เพราะเห็นว่ามีอนาคตสดใสมากที่สุด และสามารถต่อยอดจากธุรกิจเดิม คือ ธุรกิจฟาร์มไก่ ฟาร์มหมู โดยปล่อยหุ้นจำนวนมาก ของ Lotus ให้กับ Tesco นั่นเป็นที่มาของชื่อ Tesco Lotus ที่ยังคงมีชื่อทั้ง ผู้ก่อตั้ง และผู้มาใหม่ นับเป็น Banner หรือป้ายห้าง ที่แตกต่างจากประเทศอื่นทั่วโลก
เพราะ Tesco ในประเทศอื่นๆ จะใช้ชื่อ “Tesco” หรือ Banner อื่นๆของบริษัทแม่เท่านั้น Tesco ถือเป็นห้างค้าปลีก ที่มีความครบเครื่อง เรื่องรูปแบบร้าน มากที่สุดในโลก มีประเภทร้านกว่า 6 แบบ ไล่เรียงจาก One Stop ร้านขนาด 100 กว่าตารางเมตร ไปเป็น Tesco Express(เมืองไทยใช้ชื่อ Tesco Lotus Express) , Tesco Metro, Tesco, Tesco Homeplus และ Tesco Extra ที่มีพื้นที่ใหญ่ถึงหลายหมื่นตารางเมตร ล่าสุด Tesco ทั่วโลก มีพื้นที่ขายสินค้า กว่า 2.4 ล้านตารางเมตร ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ขนาดประมาณ 230 สนามฟุตบอล

ภาพจาก tescolotus.com
[ad#blend-336×280]

Family Mart

เมื่อพูดถึงร้านสะดวกซื้อ หลายท่านคงคุ้นกับร้านที่มีโลโก้เลข 7 เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้ว ยุคแรกที่ร้านขนาดเล็ก เปิด 24 ชั่วโมง ประตูร้านไม่มีกุญแจ (เพราะไม่จำเป็นต้องล็อก)  เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ก็มีร้านหนึ่ง ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากญี่ปุ่น มาบุกตลาดเมืองไทย

ครับร้านที่ว่านี้ ก็คือ แฟมิลี่มาร์ท

แฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่น ก่อตั้งในเดือนกันยายนปี 1981 ก่อนขยายสาขาไปยังประเทศอื่นในเอเชีย เริ่มจากไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ก่อนบุกทวีปอเมริกา ที่ Vancouver และ British Columbia
แล้วย้อนมาลุยตลาดเมืองจีน ที่เซี่ยงไฮ้

ล่าสุดมีสาขาทั่วโลก 12,000 แห่ง เป็นสาขาในเกาะญี่ปุ่นกว่าครึ่ง กลางปี 2005 ได้เริ่มบุกสหรัฐ เพื่อไปสู่กับ 7-Eleven ยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ที่ตอนนี้กลายเป็นของญี่ปุ่นไปแล้ว เป็นสงครามร้านสะดวกซื้อของคนญีป่นสู่กันเอง ในแผ่นดินอเมริกัน

ต้นปีที่ผ่าน เริ่มนำเทคโนโลยี Automatic cashier มาใช้ในร้านสาขาเมือง Tokyo ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้ ช่วยให้ระบบการคิดเงินเร็วขึ้น เพียงถือตะกร้าสินค้าเดินผ่านเครื่องเซ็นเซอร์ ราคาทั้งหมดก็จะปรากฎที่หน้าจอเครื่องคิดเงินไม่ต้องมายิง Barcode ที่ละรายการ

ในเมืองไทย แม้จะเปิดสาขามาหลายปี  แรกๆถือว่าเป็นมวยถูกคู่ ระหว่าง Family mart กับ 7-Eleven
แต่ตอนนี้กลับร่วงไปอยู่ที่ 3 มีประมาณ 500 สาขา ตามหลัง Freshmart และกำลังจะถูก Tesco Express แซง
 
ภาพจาก wikimedia commons
[ad#blend-336×280]

มองเทรนด์ เห็นโอกาส