Modern trade

Modern trade และ Traditional trade

ภาคค้าปลีกในแต่ละประเทศจะมี 2 ลักษณะผสมกันอยู่ คือ ภาคค้าปลีกแบบดั้งเดิม(Traditional trade) กับ ภาคค้าปลีกสมัยใหม่(Modern trade) 
เรียกแบบภาษาชาวบ้าน ก็คือ ของเก่า กับ ของใหม่

ประเทศที่พัฒนาแล้ว (คือมีขั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศเรา)
ภาคค้าปลีกส่วนใหญ่ ก็จะเป็น Modern tarde คือ การค้ามีความทันสมัย ทั้งรูปแบบร้าน เครื่องมือ เทคโนโลยีที่นำมาใช้

วิธีสังเกตุง่ายๆ ว่าเป็นค้าปลีกสมัยใหม่ หรือไม่? ก็ดูได้จาก เป็นร้านติดแอร์ และมีเครื่องออกใบเสร็จ 
ส่วนค้าปลีกแบบดั้งเดิม ก็ประเภท จัดของไม่เป็นระบบนัก ไม่มีการติดป้ายราคา ลูกค้าไม่สามารถหยิบสินค้าด้วยตัวเองได้

สำหรับสัดส่วนของ Modern trade / Traditional trade ในเมืองไทยตอนนี้ ข้อมูลคร่าวๆคือ 50:50 ครับ
ในต่างจังหวัดยังมีร้านโชห่วย อยู่เป็นจำนวนมาก

แต่อนาคตสัดส่วนนี้ ก็จะเปลี่ยนไป 

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างก็เผชิญการเปลี่ยนแปลงนี้มาแล้ว
ญี่ปุ่นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจโลก เจอการเปลี่ยนแปลงทั้งนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนญี่ปุ่นเอง ที่ไปซื้อ Know-how มาใช้
ค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือโชห่วยของญี่ปุ่น ก็ต้องปรับตัว รูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้ค้าปลีกรายเล็กๆ สามารถส่งต่อกิจการให้รุ่นลูกได้
ก็คือการเป็นแฟรนไชส์ Franchise  กลายเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ตอบโจทย์ลูกค้ามีการศึกษาอย่างเราๆท่านๆ
สำหรับเมืองไทย แนวโน้มคงไม่ต่างกันนัก หากแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ซึ่งตัวที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่ใคร ก็พวกเรานั่นแหละครับ 

 [ad#blend-336×280]

โอกาสของ "ผู้ตาม"

พูดถึง “ผู้ตาม” หรือ “เบอร์สอง” ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็น 

โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ การเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งเยอะๆ ย่อมดีกว่า เป็นไหนๆ

แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะไม่มีโอกาสซะเลยยิ่งในยุคของแพงแบบนี้ โอกาสงามๆ กำลังจะหล่นใส่ และกระจายไปถึงเบอร์ 3-4-5 ด้วย

โดยทั่วไป เราพอจะเห็นนะครับว่า ด้วยความเป็นมวยรอง การตั้งราคาขาย มักจะต่ำกว่าเจ้าตลาด  ส่วนจะต่ำมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและกลยุทธ์ 

สินค้าหลายตัว ที่ราคามีผลมาก ต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่า การลดราคาเพียงเล็กน้อย ทำให้ช่วยขายได้มากขึ้น นี่เป็นจังหวะของมวยรอง ที่จะงัดกลยุทธ์ราคามาใช้ เพราะตัวเองได้เปรียบอยู่แล้วสินค้าพวกนี้แหล่ะครับ ที่จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยุคน้ำมันแพง ที่ต้องรัดเข็มขัดทุกรูปแบบ   

แต่ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะลุยตลาดได้ง่ายๆ เพราะสินค้าบางตัว เบอร์หนึ่งเอง ก็งัดราคามาสู้ แบบไม่กลับเสียหน้า เสียยี่้ห้อ 

“เบอร์สอง” จะสวนหมัด ทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน คุณๆ ก็พอจะตอบได้  ลองสังเกตุตัวเองดูครับ ว่าเรายังเลือกซื้อของยี่ห้อดัง ราคาแพง อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า 

แต่ผม เริ่มหยวนๆ ของบางอย่าง คุณสมบัติไม่ต่างกันมาก ซักผ้าได้เหมือนกัน ล้างสะอาดเหมือน เช็ดแห้งได้เหมือนกัน และอีกหลายๆ ความเหมือน ที่เราไม่ค่อยมองมันตอนที่มี “ตังค์” เต็มกระเป๋า

ส่วนนักตลาด ที่มีข้อมูลยอดขายสินค้าในภาพรวม ก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า เบอร์ 2-3-4 ตีตื้นขึ้นมาอย่างสนุก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องกิน ต้องใช้ในชีวิตแต่ละวัน 

บรรยากาศแบบนี้ ช่างเหมาะกับนิสัยของคนไทยจริงๆ ที่หากไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ ก็มักจะเลือกเชียร์มวยรอง

ยิ่งกว่าคนรู้ใจ

ทุกท่านเคยสงสัย และตั้งคำถามเหมือนผมมั๊ยครับ ว่า
ทำไม? ร้านค้าจึงจัดเรียงสินค้าอย่างที่เราๆท่านๆเห็นเช่นทุกวันนี้ อ่านเพิ่มเติม ยิ่งกว่าคนรู้ใจ

มวยรอง มาแรง

พูดถึง “เบอร์สอง” หรือ “มวยรอง” ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากเป็น 
โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ การเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งเยอะๆ ย่อมดีกว่า เป็นไหนๆ
แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะไม่มีโอกาสซะเลยยิ่งในยุคของแพงแบบนี้ โอกาสงามๆ กำลังจะหล่นใส่ และกระจายไปถึงเบอร์ 3-4-5 ด้วย

โดยทั่วไป เราพอจะเห็นนะครับว่า ด้วยความเป็นมวยรอง การตั้งราคาขาย มักจะต่ำกว่าเจ้าตลาด  ส่วนจะต่ำมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและกลยุทธ์ 

สินค้าหลายตัว ที่ราคามีผลมาก ต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่า การลดราคาเพียงเล็กน้อย ทำให้ช่วยขายได้มากขึ้น นี่เป็นจังหวะของมวยรอง ที่จะงัดกลยุทธ์ราคามาใช้ เพราะตัวเองได้เปรียบอยู่แล้วสินค้าพวกนี้แหล่ะครับ ที่จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยุคน้ำมันแพง ที่ต้องรัดเข็มขัดทุกรูปแบบ   

แต่ก็ใช่ว่า เบอร์สอง จะลุยตลาดได้ง่ายๆ เพราะสินค้าบางตัว เบอร์หนึ่งเอง ก็งัดราคามาสู้ แบบไม่กลัวเสียหน้า เสียยี่ห้อ 

“เบอร์สอง” จะสวนหมัด ทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน คุณๆ ก็พอจะตอบได้  ลองสังเกตุตัวเองดูครับ ว่าเรายังเลือกซื้อของยี่ห้อดัง ราคาแพง อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า 

แต่ผม เริ่มหยวนๆ ของบางอย่าง คุณสมบัติไม่ต่างกันมาก ซักผ้าได้เหมือนกัน ล้างสะอาดเหมือน เช็ดแห้งได้เหมือนกัน และอีกหลายๆ ความเหมือน ที่เราไม่ค่อยมองมันตอนที่มี “ตังค์” เต็มกระเป๋า
ส่วนนักตลาด ที่มีข้อมูลยอดขายสินค้าในภาพรวม ก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า เบอร์ 2-3-4 ตีตื้นขึ้นมาอย่างสนุก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องกิน ต้องใช้ในชีวิตแต่ละวัน 

บรรยากาศแบบนี้ ช่างเหมาะกับนิสัยของคนไทยจริงๆ ที่หากไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ ก็มักจะเลือกเชียร์มวยรอง

มองเทรนด์ เห็นโอกาส